แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เด็กแอด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เด็กแอด แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เตรียมสอบ PAT1 กัน ข้อสอบเลขสุดอำมหิต

ต้องรู้ก่อนว่า
PAT1 นั้นจะออกเรื่องอะไรบ้าง
เรื่องไหนควรอ่าน เรื่องไหนควรทิ้ง
ต้องแยกให้ออก ข้อไหนควรทำ ข้อไหนไม่ควรทำ
PAT1 นั้นมีทั้งหมด 17 บท อะไรบ้างนั้น หาเอาเอง -..-


"เรื่องไหนควรอ่าน เรื่องไหนควรทิ้ง"
หลักๆเลยก็คือ ตัดเรื่องที่ไม่ชอบไม่เคยอ่านทิ้งไปก่อน
ทุ่มให้กับเรื่องทีเราคิดว่าง่าย
แต่ปัญหาคือ ไม่ชอบซักเรื่องน่ะสิ -3-

เราขอแนะ เรื่องที่ PAT1 ออกง่าย ไม่พลิกแพลง ควรอ่าน

1. กำหนดการเชิงเส้น เป็นบทที่ไม่มีอะไรเลย มีหัวข้อเดียว มีวิธีทำเดียว ไม่มีความซับซ้อน ที่สำคัญออกทุกปี
2. พวกที่ไม่เห็นในบทเรียน คือมันจะออกง่าย ถ้าอ่่านจะรู้ เพราะเราจัดไว้ในบทไหนไม่ได้
3. สถิติ แน่นอน บทนี่ไม่มีอะไร ขอแค่เข้าใจทุกคำนิยาม สูตรท่องๆไปไม่เยอะ ก็เก็บได้ละ ที่สำคัญออกเยอะ 4-5 ข้อ
4. เรื่อง Expo Log ใช้ประสบการณ์นิดหน่อย แต่ถ้าเข้าใจ จะง่ายทันที
5. Matrix หา Det Adj หัวข้อนี้ สูตรเดียว ไม่ต้องเข้าใจก็ทำได้ ออกทุกปี
6. ทฤษฎีจำนวน จำพวก หรม ครน เลขเยอะหน่อย แต่ออกชัวร์
7. การแก้อสมการ ,อสมการติดแอ๊บ อันนี้ยากแต่ถ้าเคยทำจะทำได้ เพราะไม่พลิกแพลง แก้ได้ตรงๆ
8. ลำดับเลขคณิต และลำดับเรขา ถ้าโจทย์ข้อไหนบอกว่า เป็นลำดับเลขคณิตหรือลำดับเรขาคณิต จะกลายเป็นง่ายทันที แต่ถ้าบอกว่าเป็นลำดับใดๆ(ไม่บอกว่าเป็น เลข หรือ เรขา) ให้ข้ามทันที
9. Set ตรรกศาสตร์ เรื่องง่ายๆที่เก็บได้อยู่แล้ว
10 ความน่าจะเป็น แบบ Set (คล้ายเซ็ตเลย)

10ข้อที่กล่าวมา ถ้าทำได้หมด เราว่าได้เกิน 100 แล้วล่ะ 5555


เรื่องไหนควรทิ้ง

1. ลำดับ อนุกรม ถ้าไม่ตามข้อ 8 ให้กาข้อสอบทิ้งซะ
2. ตรีโกณมิติ แน่นอนเอาโจทย์จากโลกไหนมาให้สอบ
3. เลขเยอะๆ เช่น xกำลังพัน เงี่ย อย่าคิดแตะ
4. ความน่าจะเป็น ให้อ่านดู นึกภาพให้ออก ถ้านึกไม่ออกข้าม
5. ข้อสอบ โอลิมปิก ทั้งหลาย อ่านแล้วจะรู้เลย โอ แน่ๆ(ข้อสอบโอ จะซับซ้อน ข้อไหนอ่านไม่รู้เรื่อง ข้อนั้นแหละ)
ต่อไปนี่เป็นเรื่องที่ถ้าชอบก็เก็บ ถ้าไม่ชอบก็ทิ้ง(ยาก ไม่ยากตามความเห็นเรานะ)
1ฟังก์ชั่น 2ภาคตัดกรวย
3matrix 4vector 5cal 6จำนวนเชิงซ้อน


"การทำข้อสอบเลขให้ได้คะแนนเยอะ"

วิธีการ
1อ่านข้อสอบทั้งหมดก่อน อย่าเพิ่งทำ แล้วเขียนชื่อเรื่องไว้ด้านหน้าข้อ
2เรื่องไหนเราอ่านมาก็วงข้อไว้ เรื่องไหนไม่ได้อ่านก็กากบาทใส่เลย
3พิจารณาจากข้อที่วงว่าทำข้อไหนได้บ้าง
แล้วอย่าพึ่งทำ ให้ดูโจทย์แล้วคิดภาพรวมของการแก้โจทย์
ถ้ามองเห็นทางสว่างก็วงไว้ ถ้านึกแล้วตันให้ใส่เครื่องหมาย ?


เริ่มทำข้อสอบ
1เรียงลำดับการทำคือ ทำข้อที่วงไว้ให้ได้ทุกข้อ
2หลังจากนั้นทำข้อที่เเราใส่ ?
แค่สองอันนี้เวลาก็จะหมดละ แต่ถ้ามีเวลาเหลือก็พยายามข้อที่กากบาทไว้แต่แรกละกัน
*พยายามทำอัตนัยก่อน เพราะมันมั่วไม่ได้*


สิ่งที่ควรระวัง
1 การคิดเลขผิด การสะเพร่า หากเราคิดข้อหนึ่งจนขั้นตอนสุดท้าย ได้คำตอบแล้ว พอไปเช้คช้อย ไม่มีคำตอบให้ข้ามทันที ว่างไว้ มีเวลากลับมาคิดใหม่(แต่ถ้าเป็น อัตนัย ก็ตอบเลยเหอะ)
2 เวลา รักษาเวลาให้ดี ถ้าเรากำลังทำข้อที่เราไม่เคยเห็น แต่น่าจะง่าย อย่าไปเสียเวลากับข้อเหล่านั้นให้มากนัก เกิน 3 นาทีให้โยนทิ้งทันที


"การฝึกทักษะเหล่านี้มีอยู่ 2 อย่างที่ต้องทำ"
1 การทำโจทย์ให้มากที่สุด(อย่างต่ำ 7 วัน นี่ขอ 100ข้อ ก็น่าจะไหวนา)
2 จำลองการสอบ(2-3 ครั้ง สอบกับข้อสอบจริง จับเวลาจริง)


การทำโจทย์ จะทำให้เราสามารถแยกแยะโจทย์ได้ง่ายขึ้น
คือ หากเจอโจทย์เยอะ เราจะรู้เลยว่า ข้อนี้ ทำแล้วได้คำตอบแน่ ข้อนั้น ทำแล้วไปต่อไม่ได้ หรือข้อนี้เรื่องนี้ผสมเรื่องนั้นนะ เหมือนกับว่า เรามีประสบการณ์มากขึ้น ก็จะทำได้ดีขึ้น


การจำลองสอบ จะทำให้เราบริหารเวลาได้ดีขึ้นในรอบต่อไป ทำให้เราาคิดเลขผิดน้อยลง สะเพร่าน้อยลง กล่าวคือ ทำให้เรามีสติมากขึ้นนั่นเอง และอีกอย่างนึง ทำให้รู้ว่าเราบกพร่องตรงไหนยังไง จะได้แก้ไขได้ทัน


สู้ๆทุกคนนะครับบ > < 


วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เหตุการณ์ก่อนประกาศผล และวันสัมภาษณ์สุดระทึก !!






                     คืนก่อนวันที่ 24 มกราคม 2556 ซึ่งเป็นวันที่ทาง มธ ประกาศผลผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ ผมก็อยู่ไม่สุขในคืนนั้น ไม่เป็นทำอะไร ทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง มัน....ไม่รู้สิ .....มันอธิบายได้ยาก คุณต้องมาเจอเองถึงจะรู้ เหมือนกับความรู้สึกต่างๆ เสียใจ ตื่นเต้น กลัวเครียด มาถาโถมเข้ามาพร้อมกันยังไงยังงั้นเลย เช้าวันที่ 24มกราคม ผมจำเป็นที่จะต้องไปโรงเรียน เพราะทางโรงเรียนมีการจัดติวโอเน็ต ขาดไม่ได้ ไม่งั้นมีปัญหา ก็เลยจำเป็นที่จะต้องไป ระหว่างติวเนื้อหาที่ทางอาจารย์ที่ติวให้ ไม่ได้เข้าหัวผมเลย ในหัวผมมีแต่ มธ มธ มธ 

                     11:0น0 น. เวลที่ทางมธ กำหนดให้เป็นวันประกาศผลผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ แน่นอนครับ เว็บล่มมม ผมได้แต่กันรีๆๆๆไปเรื่อยๆ บน Ipad ที่ยืนเพื่อนมาดู ผมกดรีอยู่อย่างงั้นจนเวลา บ่าย 2 ในที่สุดก็มา เป็นแบบรายชื่อเรียงลงมา ผมจึงรีบๆเปิดดู และเลื่อนดูอย่างช้าๆ เวลาผ่านไปไม่นานเท่าใดนัก มันก็มาถึงตัวอักษรตัวแรกของชื่อผม ....



. ผม

ก็

เริ่ม

เลื่อน

ลง 

มา

ทีละนิด ๆ 

..



.............



..

.



.........







. .


..
 .... ... !!!!!!!!! ในที่สุด สิ่งที่ปรากฎตรงหน้าคือชื่อของผม 

                     ใช่ชื่อของผมเอง ผมเลื่อนไปมองด้านข้างอย่างไม่รอช้า ....ข้อความข้างๆที่จะยืนยันว่า... คุณคือผู้มีสิทธิ์สัมภาษณ์ .... เยสสส ผมดีใจสุดขีด 


สอบติดแล้วโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยย



                     ในที่สุด สิ่งที่ผมร่ำเรียนมาตั้งแต่ เด็กจนโต ก็สำเร็จผล สิ่งที่เสียเงินให้กับที่เรียนพิเศษเป็นหมื่นๆก็คุ้มค่า วันเวลาที่ทุ่มเทให้กับการอ่านหนังสือ มันก็ไม่สูญเปล่า แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ยังไม่จบ การสอบสัมภาษณ์สุดหินรอเราอยู่ ที่มันหินเพราะที่นี่ประกาศ 400กว่าคนแต่รับจริงๆแค่ร้อยกว่าเท่านั้นเอง



                     หลังจากวันนั้นผมก็เตรียมตัวสำหรับการสอบสัมภาษณ์ในวันที่ 2กุมภาพันธ์2556 แต่ผมก็ไม่ได้เตรียมอะไรมากมาย ผมเข้าหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต และข้อมูลกับรุ่นพี่ สิ่งที่ได้รับคำตอบเหมือนกันคือ ประมาณว่า ไม่ต้องกังวล มธ รับทุกคน เมื่อได้ยินดังนั้นผมจึงสบายใจ แต่ก็ไม่รู้จะเตรียมข้อมูลอะไรไปตอบดี เพราะเห็นที่รุ่นพี่มาเล่า ก็ถามมาไม่เหมือนกัน คนสัมภาษณ์เยอะ แล้วแต่ว่าจะได้เจออท่านไหน


                     สุดท้าย ผมก็ไม่ได้เตรียมข้อมูลอะไรเลย


                     คืนออกเดินทางคือวันที่ 1กุมภาพันธ์2556 สิ่งที่ต้องเตรียมคือเอกสารที่ทาง มธ กำหนด ซึ่งแน่นอนผมเตรียมการเรียบร้อย และขึ้นรถจากสกลนครเวลา 19:45น. จนถึง มธ รังสิต ในเวลาตีห้า นี่เป็นการเข้ากรุงเทพครั้งที่ 2 ของผมล่ะมั้ง


                     ผมนั่งรออยู่ใน มธ นั่นแหละ มีเพื่อนมาบ้างก็นั่งรอด้วยกัน เขานัด 10โมงเช้า แต่เรามาซะ ตีห้า ก็ไม่เป็นไร นั่งรออยู่ในนั้นก็ไม่เบื่อเท่าไหร่ มีรุ่นพี่คอยให้ข้อมูลเกียวการสัมภาษณ์รวมถึงรวบรวมเอกสารต่างๆด้วย นอกจากนั้นยังมีรุ่นพี่คณะไหนไม่รู้ เอาของมาขาย เยอะมาก ผมก็ปฏิเสธไป แต่สุดท้ายก็ได้ซื้อพวงกุญแจกับสมุดสองเล่ม ฮ่าๆ ก็มันสวยดี


                     ระหว่างรอสัมภาษณ์เวลาผ่านไปช้ามาก ผมไม่เคยรออะไรขนาดนี้มาก่อน แบบรออย่างเดียว ไม่มีอะไรทำ คุยกับเพื่อนนิดๆหน่อยๆ แล้วก็นั่งรอไป ที่สำคัญระหว่างรอนั้นสุดแสนจะทรมาณ เหมือนกับอาการผิดปกติทุกอย่างในโลกเกิดพร้อมกัน(ความจริงแค่ปวดท้อง) ปวดอยู่อย่างงั้น แต่ผมก็นั่งรอต่อไปอย่างไม่รู้สึก ??(เอาเป็นว่าชั่งเถอะ)


                     รอมานานในที่สุดก็ถึงเวลา เขาเรียกอันดับที่ 319 (ผมเอง) ไปยื่นเอกสารและเตรียมตัวขึ้นสอบสัมภาษณ์ ผมรีบลุกไปอย่างไม่รอช้า ยื่นเอกสารเสร็จเป็นคนแรก หลังจากนั้นเดิมตามรุ่นพี่ ซึ่งนำทางไปยังห้องสัมภาษณ์



                     ผมรออยู่พักใหญ่ถึงจะคิวผม เอาล่ะ เตรียมตัวเตรียมใจมาแล้ว ในที่สุดก็เริ่มซักที เมื่อกรรมการเรียกให้ผมเข้าห้องสัมภาษณ์ได้ ผมเปิดประตูตรงหน้าที่ทำจากหลัก ดีไซน์สวยดี เปิดเข้าไปข้างในพบกับห้องโล่งๆที่มีอาจารย์กำลังสัมภาษณ์เด็กสองคู่บนเก้าอี้ ที่น่าจะเป็นเก้าอี้เล็คเชอร์ล่ะมั้ง หันเข้าหากัน และมีที่ว่างอีกหนึ่งสำหรับผม และมีอาจารย์สัมภาษณ์รออยู่ก่อนแล้ว



เริ่มสัมภาษณ์


" สวัสดีครับ"

ผมพูดแบบไม่คิดอะไร พร้อมยกมือไหว้ และนั่งลงทันที

" ขอเอกสารหน่อยครับ ประวัติส่วนตัวน่ะ"

ผมยื่นใบประวัติส่วนให้เขาไป เขาพิจารณาซักพัก

" โอ้ มาจากสกลนครเหรอ "

ผมก็แปลกใจนิดๆเช่นกัน

" ไหนลองแนะนำตัวหน่อยสิ"

ผมก็ไม่รู้จะแนะนำตัวยังไงก็เลย แนะนำตัวแค่บอกชื่อจริงกับโรงเรียน แล้วก็บอกชั้น เท่านั้นเอง -0- อาจารย์ก็ อืมๆ ไป

" เดินทางมาไกลน่ะ แล้วพักที่ไหน"

ผมก็ตอบไป

" ใช้เวลาเดินทางกี่ชั่วโมง "

ผมตอบไปว่า 9ชั่วโมง(จริงๆ)

" แล้วมาตั้งแต่ตอนไหน ถึงตอนไหน "

เราก็บอกไปตามความจริง นำเสียงอาจารย์แปลกใจ โห นี่รอตั้งแต่ตี5เลยเหรอ

" ไหนลองเล่ามาสิ ว่าเดินทางมายังไง "

เออ เราก็เล่าไปอย่างงั้นอย่างงี้ ขึ้นรถตอนไหน อยู่ในรถเป็นไง แวะไหนบ้าง อาจารย์ก็นั่งฟังเรา


" ลำบากแย่เลยเนอะ " ผมตอบไปว่า " ลำบากสิครับ " อาจารย์ก็ยิ้มๆ แล้วก็ถามเรื่องใหม่


" คุณเกิดในสกลนครเนี่ย รู้จักคำขวัญจังหวัดตัวเองไหม "

ผมก็บอกไปตามความจริง ท่องให้ฟังไม่ได้ แต่พอรู้ใจความ อาจารย์ก็อืมๆ

" คุณคิดว่าที่ไหนในสกลน่าเที่ยว " ผมก็ไม่รู้อะไรเท่าไหร่นะ ก็บอกสถานที่หลักๆไป เพราะผมเห็นคนมาเที่ยวเยอะดี แล้วก็บอกไปว่า คนที่มาเที่ยวสกลส่วนใหญ่จะมาในแนวของพุทธศาสนา อ่านะ เพราะที่นี่พระดังๆเยอะ อะไรประมาณนั้น(ก็พอรู้บ้างงงงง)

อาจารย์ก็อือออกับผมไป ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอาจารย์คิดยังไง แต่ก็ไม่เครียดเท่าไหร่ ผมรอคำถามต่อไป

" คุณไปโรงเรียนยังไง"

ผมตอบตามความจริงคือ ขี่มอเตอร์ไซด์ธรรมดาๆ นี่แหละไป

" ในฐานะที่คุณเป็นคนใช้ถนนนะ คุณรู้สึกยังไงกับคนขี่รรถย้อนศร"

" ไม่ชอบ ครับ"

" อ่าว ทำไมล่ะ ก็มันใกล้กว่าตั้งเยอะ"

" ก็มันไม่ชอบใจเท่าไหร่ครับ"

" เคยทำไหม"

" เคยครับ แต่ก็ไม่ชอบอยู่ดี หมายถึงไม่ชอบตัวเองด้วย แต่มันใกล้มาก เปลืองน้ำมันมากเกินไปครับ"



" แล้วคุณได้สมัครสอบที่อื่นไว้ไหม จุฬาได้สมัครหรือเปล่า " ผมตอบไปว่า ไม่ได้สมัครที่ไหนนอกจากที่นี่ ส่วนจุฬา ผมไม่ได้สมัครครับ เพราะคะแนนไม่ถึง เปลืองตังเปล่าๆ (ความจริงสมัครโควต้ารับตรงของ มข ไว้แต่ไม่เอาอยู่แล้ว สมัครไปงั้น เปลืองตังชิบ ก็เลยไม่ได้บอกไป)


" แล้วถ้าคุณไม่ได้ คุณจะทำยังไง " ผมก็บอกว่ารอแอดครับ แล้วเขาก็ดูคะแนน GAT PAT ผม เขาก็ "คะแนนสูงมากนะนี่" ....ไอเราก็นิ่ง เหรอ สูงแล้วเหรอ ฮ่าๆๆๆ


อาจารย์นิ่งซักพักแล้วก็ ....

" เดี๋ยวผมขอเข้าห้องน้ำซักครู่ "

                     อาจารย์ขอตัวเข้าห้องน้ำครับ ฮ่าๆ ผมก็เงิบนิดๆ ระหว่างรอผมก็ฟังสัมภาษณ์ของโต๊ะอื่น อืมม อาจารย์โต๊ะข้างๆนี้ พูดน่ากลัว แต่ละคำถามค่อนข้างแรงทีเดียว แต่อีกโต๊ะนึงด้านหลังได้ยินแต่เสียงนักเรียนแฮะ ส่วนเสียงอาจารย์ด้านหลังนั้นไม่ได้ยินเลย


                     ผมรออยู่ไม่นานนัก อาจารย์ที่สัมภาษณ์ผมก็กลับมา พร้อมกับ ผู้ชายตัวใหญ่เสื้อสีม่วงเข้มลายทาง(มั้ง) กับเนคไทล์สีเทาๆ อาจารย์ที่สัมภาษณ์ผมบอกว่า " นี่เด็กคนนี้มาจาก สกลนคร เลยนะ ผมเลยอยากให้พี่มาสัมภาษณ์ด้วย น้องคนนี้มุงมั่นจะเข้าที่นี่มากเลย "( > < ) ฮ่ะ คือ แค่คนดียวก็หนักแล้วนะ คือ สองคนเลยเหรอ ... ผมก็ตกใจนิดหน่อยล่ะนะ(ไม่นิด) อาจารย์คนที่สองขอดูใบประวัติส่วนตัวผม แล้วก็เริ่มถาม


" คุณมาจากสกลนครเหรอ แล้วมายังไง " ผมกำลังจะตอบ อาจารย์อีกคนก็ตอบแทนไป ผมก็ได้แค่ครับ

" โห มาไกลมากเลยนะ คงอยากเข้าที่นี่มาก " ผมก็ตอบไปว่า " ครับ อยากเข้ามาก "


                     แล้วเขาก็ถามเกี่ยวกับบ้านเกิดผม พ่อแม่ทำงานอะไร น้องชาย บลาๆ ประมาณว่าเรื่องๆทั่วไป โดยอาจารย์ทั้งสองสลับกันถาม คนที่ใส่เสื้อม่วง ก็ถามอะไรที่เกียวกับจังหวัดสกลนครอ่านะ สงสัยเขาคงจะสนใจจังหวัดนี่ล่ะนะ


" น่าสนใจๆ " ( > < ) อาจารย์เสื้อม่วงพึมพำระหว่างที่อาจารย์คนแรกถามผมว่า "เอาที่นี่แน่ๆใช่ไหม" ผมตอบไปว่า "แน่นอน ถ้าติดที่นี่ เอาเลย"

" มีคำถามอะไรอีกไหม " ผมตอบไปว่า "ไม่มีครับ"

" ไม่มี แน่นะ " "ครับ"


" อยากเข้าที่นี่มั้ย" "แน่นอนครับ" อาจารย์เสื้อม่วงถามผม

" อ่า โอเค เรียบร้อยแล้วครับ " ผมตอบว่า "ขอบคุณครับ" แล้วก็เดินออกไป


                     เวลาผ่านไปนานพอสมควรรในห้องสอบนั้น ประมาณซัก 30นาทีได้มั้ง ถือว่ายาวนานล่ะนะ บรรยากาศในห้องสัมภาษณ์ก็ไม่ได้กดดันอะไรมากหรอก แค่ตกใจที่คนมาสอบสัมภาษณ์ สอง คนล่ะนะ ผมไม่รู้ว่าคนกรุงเทพจะโดนถามว่ายังไง แต่ถ้าคุณเป็นเด็กต่างจังหวัดก็จะโดนถามเกี่ยวกับบ้านเกิดล่ะมั้ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับอาจารย์ที่สัมภาษณ์อยู่ดีนั้นแหละ เอาว่าไม่ต้องเครียดมากหรอก แต่ก็นะ อะไรไม่แน่ไม่นอน วันที่ 22กุมพาพันธ์ ประกาศผลแล้ว เอาใจช่วยผมด้วยล่ะครับ :D

 

                     *ไม่ได้เขียนอะไรมากมาย เพราะนอกจากสอบแล้ว การบ้านจากโรงเรียนก็เยอะแยะมากมายเหลือเกิน ปิดเทอมคงมีเวลามากขึ้นนะครับ

วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556

[ Review ข้อสอบ ] 7วิชาสามัญสุดซีดดด


เราจะรีวิวเฉพาะวิชาที่ตัวเรานั้นถนัดก่อนละกัน :P
ห่างหายกันไปนาน ไม่ใช่อะไรหรอกนาา มันไม่ว่างครับ
มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน ช่วงเดือนธันวาเนี่ย(ตัวเองสร้างเองทั้งนั้น)
เวลาแทบบไม่มี ในแต่ละวันมีเวลาว่างก็ได้แค่เล่นเฟซแปปๆก็หมดละ 555

          เข้าเรื่องเลยดีกว่า วันนี้วันที่ 5มค2013 เป็นวันสอบ "7วิชาสามัญ" ประจำปี 2556 ซึ่งการสอบเนี่ยมีทั้งหมด 7 วิชาเลยทีเดียว โอว้(คล้ายๆข้อสอบ Ent เลยล่ะ) ประกอบไปด้วย คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา อังกฤษ ภาษาไทย สังคมศึกษา โดยวันนี้(5มค2013) สอบไป 4 วิชาคือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ เคมี และชีววิทยา ตามลำดับ วิชาละ 90 นาที (ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป)

1 ภาษาไทย

          เริ่มด้วย ภาษาไทย เพราะสอบวิชาแรก ภาษาไทยก็คือภาษาไทย ก็เป็นข้อสอบภาษาไทย เอ่อ...คือมันไม่มีอะไรมากมาย สมเป็นข้อสอบภาษาไทยดี

          ข้อสอบภาษาไทยประกอบไปด้วยข้อสอบ 50ข้อ เป็นปรนัย 5 ตัวเลือก ระดับความยากง่าย คือไม่ยากไม่ง่าย ใครอ่านมาก็น่าจะทำได้เยอะ ใครไม่อ่านมาก็พอทำได้(คะแนนไม่เน่าแน่นอน) ไม่มีอะไรมาก แนวข้อสอบเหมือนปีที่แล้วเยอะพอสมควร เป็นการวิเคราะห์เยอะมาก(ประมาณ80%) ส่วนพวกจำๆมาตอบมีพอๆนิดๆ แต่จะทิ้งไม่ได้นาาา

          โดยรวมแล้วไม่ยากมาก เตรียมตัวมาดีก็อาจจะไม่ได้มากเท่า วิเคราะห์เป็น ใช่ต้องฝึกการวิเคราะห์หากเราจะเก็บคะแนนจากวิชานี้

2. คณิตศาสตร์

          ภาษาไทยเป็นวิชาที่ผมไม่ถนัดก็เลย น้อยหน่อย 555 สำหรับคณิตศาสตร์ที่สอบเป็นวิชาที่สองนั้น ไม่ใช่วิชาที่ยากอย่างที่คิดกันหรอก หากเทียบกับ PAT1 อ่านะ

          เรื่องที่ออกในคณิตศาสตร์ก็ออกแทบจะหมดทุกเรื่องเช่น ฟังก์ชั่น ตรีโกณ เอ็กโปร์แอนด์ลอกการิทึม ทฤษฎจำนวน เวคเตอร์ ภาคตัดกรวย จำนวนเชิงซ้อน สถิติ ความน่าจะเป็นและแคล เรื่องที่ไม่เห็นออกเลยคือ เซตและตรรกศาสตร์?? นั่นสิ ทำไม่มี อันนี้ตัวผมก็ไม่รู้เช่นกัน(บทเก็บคะแนนซะด้วย) ส่วนเรื่องที่ออกเยอะสุดก็ สถิติกับแคล นอกนั้นก็พอออกๆมาอ่านะ แต่ละเรื่องไม่ยากง่ายนะ คือ โจทย์ไม่พลิกแพลงมาก และไม่ค่อยผสมกับเรื่องอื่นเท่าไหร่(โจทย์ผสมก็มีบ้าง ความน่าจะเป็นผสมกับบทอื่นนี้มีอยู่แล้ว) 

ข้อสอบแบ่งเป็นสองพาร์ทดังเช่น PAT1 คือ อัตนัยและปรนัย

          อัตนัยมีแค่ 10 ข้อเท่านั้น และข้อละ 2 คะแนน ทั้งหมดก็ 20 คะแนนเอง(จากคะแนนเต็ม 100) ดังนั้นในพาร์ทนี้จึงง่ายมาก (ย้ำ ง่ายมาก) ใครที่อ่านมาดี ทำข้อสอบอื่นๆพอได้ ก็ได้เต็มพาร์ทนี้ไม่ยาก ก็เพราะมันง่าย !!(บางข้อมองตอบเถอะ)

          สรุปแล้วไม่ต้องสนใจพาร์ทนี้มากก็ได้ ทำได้ก็ได้ ทำไม่ได้ อย่างมเลย ผ่านไปเลย เอาเวลาไปทำพาร์ทปรนัยดีกว่า

          ปรนัยมีทั้งหมด 20ข้อ 5 ตัวเลือก ข้อละ4คะแนน(80คะแนนนะเออ) คะแนนน้อยคะแนนเยอะวัดกันตรงนี้แหละ ระดับความยากง่าย ผมจัดให้อยู่ในระดับปานกลาง คืออ่านมาดี ก็ทำได้เยอะ หากเจอโจทย์มาเยอะก็ได้เกือบเต็มไม่น่าจะยากเกินไปนะ แต่ถึงจะไม่ยากมาก เวลานี่แหละเป็นจำกัดล่ะ ดังนั้นต้องเร็วและรอบคอบ

          อย่างไรก็ตาม ถึงโจทย์จะพอถูไถ แต่คิดเลขผิดมันก็เท่านั้น(บางข้อมีช้อยให้ -*-)

          ข้อแนะนำคือ เริ่มทำข้อสอบ สำรวจให้หมดก่อนเลย และเลือกว่าจะทำข้อไหนๆ(ข้อที่มั่นใจว่าทำแล้วออกแน่ๆนะ) แล้วก็เลือกข้อที่น่าจะทำไว้(ไม่แน่ใจว่าจะได้คำตอบมั้ย) แล้วเลือกข้อที่ไม่ทำทิ้งไปเลย(จะกาเลยก็ได้สำหรับข้อที่ตัดทิ้ง)  สุดท้ายก็เลือกทำข้อที่จะทำก่อนเลย สำหรับเลือกทำพาร์ทไหนก่อน ผมขอแนะนำให้เลือกทำพาร์ทอัตนัยก่อน เพราะมันง่าย(ถึงจะคะแนนน้อยก็ตาม) หากทำอัตนัยข้อไหนทำไม่ได้ก็ผ่านไปเลย ไม่ต้องไปสนใจมันอีก

3 เคมี

          สำหรับคนที่ไม่ใช่สายวิทย์อย่างผม(ลาออกจากสายวิทย์มาเมื่อนานมาแล้ว) ก็รีวิวได้นะ เพราะผมก็เรียนวิทย์คณิตมา ฮ่าๆๆ

          ข้อสอบนั้นมี 50 ข้อ แต่ !! โจทย์หนึ่งข้อ หนึ่งหน้าครับ เอ้า จริงๆนะเนี่ย เห็นเพื่อนๆบ่นก็ว่ามันยากมาก แต่สำหรับผม มันไม่ได้ยากหรอก มันเยอะมากกว่าครับ

          เรื่องที่ออกก็เกือบทุกเรื่องนั้นแหละ ม4ม5ม6 กระจายเป็นหย่อมๆ ถ้าจะอ่านมาสอบ ก็ต้องอ่านมาทั้งหมด ไม่ต้องทิ้งเรื่องไหนเลยนะ

          เรื่องที่ออกเยอะแน่นอนก็ต้องปริมาณสาร ขอออกตัวเลยว่า ปริมาณสารไม่ยากอย่างที่คิดหรอก แต่มันเยอะเนี่ยสิ กรดเบสก็ออกไม่ยากเท่าไหร่ ไฟฟ้าเคมีนี่ไม่รู้ครับ เพราะผมไม่รู้เรื่องบทนี้เลยให้ตายเหอะ สุดท้ายเคมีอินทรีย์ออกง่ายพอสมควร (ที่บอกว่า ง่ายๆ ไม่ยากเท่าไหร่ นี่คือ เตรียมตัวมาดี ก็ทำได้)

4 ชีววิทยา

          ชีววิทยา มี 100 ข้อ (แต่ผมก็เสร่จก่อน 30นาที) ข้อสอบก็ทั่วไปมาก เหมือนข้อสอบ Ent เก่าเลยล่ะ ไปทำข้อสอบเก่าเยอะๆก็เก็บคะแนนวิชานี้ไม่ยากเลย

          เรื่องที่ออกเยอะเป็นเรื่อง "การรักษาดุลยภาพร่างกาย" ก็อย่างเช่น ระบบเลือด หัวใจ ฮอร์โมน อะไรประมาณนี้(ซึ่งเป็นบทที่ผมไม่ได้เลย) เรื่องเซลล์ก็ออกเยอะ พันธุกรรมออกเยอะเหมือนกัน DNA ออกเยอะมาก ระบบนิเวศออกเยอะ นอกนั้นก็แค่พอๆออกมาให้เห็น ส่วนเรื่องที่ไม่เห็นเลยคือ อนุกรมวิธาน การหายใจระดับเซลล์ พืช (เรื่องผมถนัดทั้งนั้น)

          ข้อแนะนำคือ อ่านมาเยอะๆล่ะกัน ทำข้อสอบเก่าๆก็ช่วยได้มาก(ขนาดผมที่ไม่อ่านชีวะมาตั้งแต่ ม5 ก็ยังพอถูไถ) เวลา 90นาที กับ 100ข้อ ไม่น่าจะน้อยเกินไปสำหรับคนเตรียมตัวมาดี

จบแล้ววันนี้ 4 วิชา เพราะสอบแค่นี้ พรุ่งนี้สอบอีก 3 วิชาคือ สังคม อังกฤษ และฟิสิกส์
จะมารีวิวต่อพรุ่งนี้

ขอบคุณครับ

          สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมีรีวิวข้อสอบ 7วิชาสามัญกันต่อนะครับ หลังจากอาทิตย์ที่แล้วได้พูดถึงวิชา คณิต ภาษาไทย เคมี ชีววิทยา ส่วนวันนี้เราจะมาพูดถึงวิชาสังคม อังกฤษ และฟิสิกส์กันเนอะ

          ก่อนจะเริ่มขอพูดถึงเรื่องนี้ก่อน เรื่องเวลาในการสอบ ไม่ใช่เวลาที่ใช้สอบหรอกนะ แต่หมายถึงช่วงเวลาที่ใช้ในการสอบ  การสอบ7วิชาสามัญนั้นใช้เวลาแค่ 2วันเท่านั้นเอง ซึ่งวันนึงก็สอบ 3-4 วิชาใช้เวลาในการสอบทั้งวันเลย ซึ่งมันเหนื่อยมากเกินไป อีกทั้งสอบเสาร์อาทิตย์ต่อ แล้วเด็กนักเรียนก็ต้องไปโรงเรียนตามปกติ ทำให้พวกเขาไม่ได้พัก สรุปต้องไปโรงเรียนติดต่อกันมากกถึง 10 วัน(ถ้าไม่ได้หยุดปีใหม่คงจะเป็น 12วัน) ซึ่งทำให้ผมนอนป่วยอยู่อย่างงี้ไง 555

          เริ่มจากวิชาภาษาอังกฤษก่อนละกันเนอะ

5 ภาษาอังกฤษ

          วิชานี้เรียกได้ว่า นรกแดก อีกวิชานึงเลยล่ะ ใครเขาก็บอกว่า ยากๆๆ ก็นะ มันยากจริงๆ แถมยังมีเวลา 90นาที กับข้อสอบ 80ข้อ เหอะๆๆ คิดว่าจะทันมั้ยล่ะ

          ตัวข้อสอบไม่มีการวัดแกรมม่าเลย(มีอยู่เล็กน้อยในพาร์ท Cloze Test ซึ่งมีไม่ถึง 10ข้อ) ตัวข้อสอบจะแบ่งเป็นสามพาร์ทใหญ่ดังนี้ บทสนทนา การอ่าน และการเขียน

          พาร์ท Conversation ถือว่าเป็นพาร์ทที่ง่ายที่สุด(สำหรับผมน่ะนะ) แต่คนอื่นเขาก็บอกว่ายากกันอยู่ดี ข้อสอบพาร์ทนี่ก็เหมือนคอนเวอร์ทั่วๆไป ถ้าอยากทำได้ก็ต้องรู้สำนวนมากหน่อย การดูซี่รี่ย์ฝรั่งช่วยได้เยอะเลยล่ะ มีประมาณ 20ข้อ

          การอ่านหรือ Reading ถือว่ายากและเยอะมาก สำหรับผม มีประมาณ 40ข้อได้ มีบทความประมาณ 4-6 นี่แหละ ไม่มากไปกว่านี้ คือ Passage นึงต่อ 10ข้อ อ่านะ ถือว่าโหดมาก คือมันถามละเอียด ต้องเข้าใจจริงๆถึงจะตอบได้ การรู้คำศัพท์มากก็ช่วยได้ และที่สำคัญต้องเร็วหากจะเก็บพาร์ทนี้(พาร์ทนี้เป็นพาร์ทคนทำไม่ทันเยอะ)

          พาร์ทสุดท้าย พาร์ท Writing มีสองแบบคือ Cloze Test กับเรียงประโยค มีประมาณ 20ข้อได้ Cloze Test 10ข้อ เรียงประโยค10ข้อประมาณนี้ Cloze Test มันจะให้มาเป็นบทความ และเว้นช่องว่าง หลายๆช่อง แต่ละข้อก็ช่องนึง จะมีแกรมม่ามาเกี่ยวข้อง ไม่ยากหรอก แต่ต้องเร็ว ส่วนเรียงประโยคนั้นถ้าใครแปลได้ก็ทำได้ง่ายๆเลย เรียงประโยคคล้ายๆกับในข้อสอบ GAT แต่ข้อนึงจะให้มา ห้าประโยค ABCDE แล้วช้อยก็จะเรียงมาให้ เช่น ก.CBAED ข.DEACB แบบนี้ ซึ่งทำให้เดาได้ไม่ยาก

6 สังคมศึกษา

          ข้อสอบวิชานี้ มีเพียงแค่ 50ข้อเท่านั้น ซึ่งเวลาเหลือเฟือเลยล่ะ ตัวขอสอบไม่ยากมากหรอก ข้อสอบออกครอบคลุมทั้งหมดทั้ง 5สาระเลยล่ะ ใครเก่งวิชานี้ก็น่าจะทำได้ไม่ยาก เพราะข้อสอบก็เหมือนข้อสอบสังคมทั่วๆไป

          ในสาระเศรษฐศาสตร์ออกอยู่ประมาณ 10 ข้อ ซึ่งง่ายมากๆ (เฉพาะสาระนี้แหละ :P) กฎหมายก็ไม่ได้ออกอะไรหวือหวา คือธรรมดาๆ เหตุการณ์ปัจจุบันก็ไม่ยักจะเห็น? ASEAN ออกอยู่ประมาณไม่กี่ข้อ

          ไม่ขอรีวิวอะไรมากในวิชานี้ เนื่องจากไม่ถนัดอย่างแรง จึงไม่หวังอะไรมาก ในวิชานี้

7 ฟิสิกส์

          แหวกแนวกับข้อสอบฟิสิกส์อื่นอย่างแรงและไม่เหมือน PAT2 เลยซักนิด จะเรียกได้ว่าแนวใหม่เลยก็ว่าได้

          คือจะว่าอย่างไรดี ข้อสอบฟิสิกส์ที่ไม่มีตัวเลขคำนวณ? ไม่ต้องกังวลแล้วล่ะว่าจะคิดเลขผิดหรืออะไร ฮ่าๆๆ ข้อสอบจะเป็นแนวให้ ตัวแปร มา แล้วก็เอาตัวแปรเหล่านั้นมายำๆกันด้วยสูตรฟิสิกส์ในหัวเรานี่แหละ มีข้อสอบแบบนี้ประมาณ 90% และข้อสอบมีทั้งหมด 25ข้อเท่านั้น(ให้อารมณ์เหมือน PAT1 เลยฮ่าๆ)

          เป็นที่น่าแปลกสำหรับฟิสิกส์ เพราะผมไปถามเพื่อนๆว่า เป็นไง ข้อสอบฟิสิกส์ยากไหม หลายๆคนก็บอกว่าง่าย บางคนบอกยาก บางคนบอกธรรมดา บางคนบอกยากโครต? ก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรกันแน่ คือคนที่บอกว่า ง่าย คือคนที่เก่งฟิสิกส์แบบใช้ฟิสิกส์หากิน(คืออ่านมาเยอะ) ส่วนคนที่บอกว่า ธรรมดา ก็พวกอ่านไว้บ้าง พวกบอกว่ายาก(เช่นผม) ไม่อ่านเชี่ยไรเลย แต่พอมีพื้นฐาน ส่วนพวกที่บอกว่ายากมาก ก็พวกไม่เอาอะไรกับฟิสิกส์อยู่แล้ว

          ที่ผมจะบอกคือ ข้อสอบ แบบนี้มันวัดคนได้จริงๆนั่นเอง ใครเก่งก็ได้คะแนนสูงไป ใครอ่อนก็คะแนนอ่อนไป ใครปานกลางก็ได้ปานกลางๆ ตามความรู้และการเตรียมตัว ถ้าอยากจะเก็บวิชานี้ คุณก็จะต้องเตรียมตัวมาดีๆหน่อยละกัน


          จบไปแล้วกับการรีวิวข้อสอบ เฮ้อ เหนื่อยๆนะ ว่ามั้ยกับการเป็นเด็กแอด 555

          เอาล่ะสนามต่อไปคือ O-Net กำลังเตรียมตัวอยู่เลยครับ(ว่างๆจะมีบอกล่ะกันว่าทำอะไรบ้าง :P)
และที่ขาดไม่ได้ จะต้องรีวิวอย่างแน่นอนเลยล่ะ


วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555

พ่อแม่? อุปสรรคต่อการเรียน?

      โอ้ว ชื่อบทความนี้ช่างล่อเป้าจริงๆ พ่อแม่จะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนได้อย่างไรกัน ไม่มีทางเป็นไปได้ พ่อแม่จะต้องเป็นใบเบิกทางให้เราสิ ใช่แล้ว พ่อแม่ไม่มีทางเป็นอุปสรรคต่อการเรียนแน่นอน แต่มันเหมือนกับว่าเป็นอุปสรรคจริงๆยังไงยังงั้น

      จะไม่ให้ถูกมองอย่างงั้นได้อย่างไรกันล่ะ ทั้งการที่พวกเขามาคิดแทนเรา บอกเราว่าต้องทำอะไรบ้าง เลือกคณะให้ว่าเราจะต้องเรียนต่ออันนี้นะ เลือกคอร์สเรียนให้ว่าเราต้องเรียนอะไรบ้าง หรือง่ายๆก็คือการบังคับสารพัดรูปแบบ โอ้ว มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนักหรอก และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่สมควรทำอะไรหรอกนะ แต่ถ้าเรามาลองคิดดูดีๆแล้ว การบังคับเหล่านี้ส่งผลอะไรหรือเปล่า? เช่น การที่ทำให้เราคิดไม่เป็น ตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องถามพ่อแม่ตลอด จนกระทั่งเป็นการทำร้ายจิตใจลูกหรือเปล่า อะไรประมาณนี้


      ทำไมพวกเขาถึงต้องบังคับเราล่ะ แน่นอนพวกเขาเหล่านั้นอยากให้เราได้ดิบได้ดี อยากให้เรามีความสุข หรืออยากให้เราสบาย แต่ลืมคิดอะไรไปหรือเปล่า เช่น ในยุคสมัยของเราการได้ดิบได้ดีมันต้องต่างกับยุคสมัยของพ่อแม่ การมีความสุขของแต่ละคนต่างกันแม้แต่คนเป็นพ่อแม่กับคนเป็นลูกก็ต่างกัน  พวกเขาลืมคิดไปหรือเปล่า ว่าเราก็มีความฝันที่ต้องการจะทำให้เป็นจริง ความสุขของเราเป็นอย่างไร คนที่รู้ดีที่สุดคือตัวเรา การตัดสินใจเลือกคณะที่ใฝ่ฝันมีผลต่อชีวิตทั้งชีวิตของเรา แล้วเราจะยอมให้คนอื่นตัดสินใจให้หรือ หากตัดสินใจผิด มันจะเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดในสามโลกเลยก็ได้นะ

      หน้าที่ของพวกเราคืออะไรในตอนนี้ ก่อนที่เราจจะไล่ล่าฝัน หรือทำความต้องการอะไรก็ตามให้เป็นจริง สิ่งที่ต้องทำคือ "ทำให้พ่อแม่เข้าใจให้ได้" ก่อน ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราต้องทำให้พ่อแม่เข้าใจเรา คุณจะยอมแพ้ ทำตามในสิ่งที่พวกเขาต้องการ(เหมือนจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่มันไม่ใช่)และทิ้งความฝันของคุณหรือ? จะยอมหรือเปล่าล่ะ ถ้าไม่ยอมคุณก็ต้องทำให้พวกเขาเข้าใจ โอเค มันอาจจะมีการทะเลาะเบาะแว้งกัน อาจจะมีความรุนแรงบ้าง หรือพ่อแม่โหดเกินไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราก็ต้องทำให้พวกเขาเข้าใจเรา วิธีไหน ก็ต้องค้ณหาเอาเอง พ่อแม่แต่ละคนไม่เหมือนกัน

      ใช่แล้ว พ่อแม่แต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมจะยกตัวอย่าง ครอบครัวหนึ่งที่มีพ่อแม่เข้าใจลูก ซึ่งหาได้ค่อนข้างยากทีเดียว เป็นครอบครัวของเพื่อนผมเองแหละ เพื่อนผมคนนี้เขาอยากเรียนอะไรที่มันเกียวกับศิลปะการออกแบบกราฟฟิคอ่านะ ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นคณะอะไร ผมก็ถามเขาว่า "ทำไมถึงเลือกคณะนี้ มันดีเหรอ" เขาตอบ "มันก็ต้องดีสิ เราอยากเรียน เราชอบ" ผมถามต่อ "อ่าวแล้วพ่อแม่แกให้เรียนเหรอ" "ก็ต้องให้เรียนสิ" "แปลกนะ ปกติเจอแต่พ่อแม่บังคับเรียน หมอ ทันตะ เภสัชกันหมด" "พ่อแม่เราเข้าใจเราน่ะ พวกเขาบอกว่า "เรียนอะไรก็เรียนไปเถอะ ขอให้ถนัด ขอให้ชอบก็พอ ไม่ต้องเลือกเพราะมันมีงานทำหรือมีเงินเดือน มีชื่อเสียง" เราก็เลยเลือกเรียนเจ้านี่ เพราะเราชอบ" น่าประหลาดใจนะครับ(สำหรับผมน่ะนะ) เพราะผมไปถามใครต่อใครว่าเลือกคณะอะไรก็จะเจอแต่ หมอ เภสัช ทันตะ หรือครู อะไรเทือกนี้ เหตุผลของแต่ล่ะคนนไม่เหมือนกัน บางคนก็บอกว่า พ่อแม่ให้เรียนตรงเลยๆ  บางคนก็บอกว่า ก็มันมีงานทำ เงินเดือนเยอะ น้อยคนนักที่จะบอกว่า อยากเรียนหรือชอบจริงๆ


      สรุปแล้ว พ่อแม่ไม่ใช่อุปสรรคของความฝันของเราหรอก พวกเขาเหล่านั้นก็มีจุดประสงค์เดียวกับเรานั้นแหละนะ เพียงแต่วิธีการแตกต่างกัน และวิธีการนั้นอาจจะทำให้เราไม่ไปถึงจุดหมายนั่นเอง สิ่งที่เราต้องคือ ทำให้พวกเขาเข้าใจ แค่นั้น ซึ่งพ่อแม่ของพวกเราพร้อมที่จะเข้าใจพวกเราอยู่แล้ว แต่อาจจะยากหน่อย แต่อยากให้ลองเปิดใจคุยกับพวกเขาดูหน่อย ทะเลาะกันบ้างเรื่องปกติ หากพวกเขายังไม่เข้าใจ เราอาจจะไปหาข้อมูลต่างๆมาสนับสนุนเรา ประมาณว่า เราเรียนอันนี้ดีอย่างไร เราชอบเรียนนะ การเรียนในสิ่งที่ชอบได้ผลลัพท์ที่ดีกว่าสิ่งที่ไม่ชอบ อะไรประมาณนี้

      อยากให้ทุกคนทำความฝันให้ได้ อยากให้ทุกคนเดินตามฝันของตัวเอง อย่าให้พวกเขาเป็นอุปสรรค พวกเขาต่างหากจะเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวไปสู่ฝัน


วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

มาอัพคะแนนคณิตศาสตร์กัน !!




          พอพูดถึงเจ้านี้ บางคนถึงกับต้องร้อง อี๋ กันเลยทีเดียว  ก็มันเป็นวิชาที่ยากแสนยากน่ะสิ ทั้งเยอะ ทั้งเข้าใจยาก ไอเราก็ไม่เข้าใจจริงๆว่าพวกเก่งๆ ทำไมมันก็เก๊งเก่ง อย่างพวกเราๆเนี่ย ก็ไม่ได้ถึงกับโง่หรอกนะ แต่คะแนนออกมามันน้อยมว๊ากน่ะสิ


          แล้วยังไงน่ะเหรอ วิชานี้ไม่เหมือนวิชาอื่นหรอกนะ บางคนอาจจะมองว่าเหมือนฟิสิกส์หรือเคมีที่มีคำนวณเหมือนกัน แต่ความจริงแล้ว มันไม่เหมือนกันซักนิด คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องคิดวิเคราะห์มากกว่า โจทย์มีความหลากหลายมาก ต้องเข้าใจจริงๆถึงจะสามารถทำโจทย์ได้ ส่วนพวกฟิสิกส์หรือเคมี จะค่อนข้างตายตัวมากกว่า แบบถ้าจำสูตรได้ก็พอถูไถไปได้ แต่คณิตไม่ใช่ จำสูตรไปหมดเล่ม ก็ทำคะแนนได้ไม่ถึง 50% มันต้องใช้อะไรหลายอย่าง หากอยากได้คะแนนสูงๆ

          หลักๆเลยก็คือ

                    1) ความเข้าใจ ถ้าคุณไม่เข้าใจบทต่างๆเช่น เรื่องเซ็ต หากคุณไม่เข้าใจนิยามของมัน คุณจะทำได้ข้อสอบได้ยากล่ะ หรือไม่ได้ลย แค่จำสูตรไป คุณจะทำข้อสอบคณิตศาสตร์ไม่ได้เลย แค่รู้เพียงผิวเผินก็เช่นกัน ความเข้าใจอย่างถ่องแท้จะทำให้ข้อสอบคณิตศาสตร์ได้พอสมควรแล้วล่ะ (ที่บอกพอสมควรเพราะสำหรับการสอบแล้วมันไม่พอน่ะสิ)วิธีการอ่านให้เข้าใจนั้นไม่ยาก คุณอาจจะใช้เวลาในการเข้าใจนานหน่อย แต่มันก็คุ้มที่คุณจะเข้าใจมัน หรือคุณจะไปถามผู้รู้ ให้เขาอธิบายให้ฟัง คุณที่ควรไปถามคือติวเตอร์หรือครู เพราะคนเหล่านั้น รู้วิธีการที่จะทำให้คุณเข้าใจได้ดีที่สุด

                    2) ความคล่องแคล่ว คุณสมบัตินี้อาจจะไม่สำคัญ แต่สำหรับการสอบที่มีเวลาอันจำกัดแล้วสำคัญทีดียว ความคล่องแคล่วก็อย่างเช่น การคิดเลขเร็ว แยกตัวประกอบในใจ แก้สมการในใจ ประมาณนี้ สามารถโดยการทำข้อสอบไปเรื่อยๆ เยอะๆ(ข้อสอบเก่ามากมายเหลือเกิน) พยายามจับเวลาแต่ละข้อที่ทำและทำให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ อ้อ ที่สำคัญต้องใจเย็นและตั้งสติให้ดี ใช่แล้วล่ะ ต้องเร็วและต้องมีสติด้วย ถึงแม้ว่าคุณดข้อสอบแล้วทำได้หมด แต่ทำไม่ทันมันก็ไม่มีความหมาย

                    3) ความรอบคอบ คุณสมบัตินี้สำคัญพอกับๆข้อ 1 และ ข้อ 2 เพราะหากคุณขาดคุณสมบัติข้อนี้ไป คะแนนของคุณอาจจะตกต่ำเรี่ยดิน อย่างเช่น ลืมทำโน่น ลืมตรงนั้น ลืมตรงนี้ หากขาดคุณสมบัติจะทำให้คุณ "คิดว่า" คุณทำข้อสอบได้คะแนนเยอะ พอคะแนนสอบออกมาแล้วก็เงิบตามๆกัน(ผมเจอมาแล้ว 555) จะสร้างคุณสมบัติข้อนี้ ต้องเจอข้อสอบที่หลากหลายมากพอ เมื่อเกิดจุดผิดพลาดขึ้นมา อย่ารอช้า ดูข้อผิดพลาดนั้นซะ เกิดจากอะไร ทำความเข้าใจมันให้มากที่สุด บอกตัวเองว่าจะต้องไม่ผิดพลาดอีกในครั้งต่อไป



          3 ข้อหลักสุดยอดที่ผมคิดขึ้นเอง ฮ่าๆ แต่ก็ใช้ได้จริงเลยล่ะ ความเข้าใจ ความคล่องแคล่ว ความรอบคอบ นี่แหละจะช่วยอัพคะแนนคณิตศาสตร์ของเราได้มหาศาล.....เห็นได้ว่าผมไม่ได้พูดถึงการท่องจำเลย ใช่แล้วล่ะวิชานี้ไม่จำเป็นต้องท่องเลยจริงๆ เพียงคุณมีคุณสมบัติความคล่องแคล่ว ซึ่งเกิดจากทำโจทย์มาเยอะ สูตรจะเข้าไปอัดในหัวสมองคุณอัตโนมัติ

          *เคล็ดลับง่ายคือ อ่านให้เข้าใจ และทำโจทย์เยอะๆ แค่นี้แหละ



          แต่อุปสรรคก็ขวางกั้น อุปสรรคชิ้นโตๆ ซึ่งผ่านไปได้ยากเหลือเกิน จะอะไรเสียอีก "การเริ่มต้น" ไงล่ะ เจ้าอุปสรรคก้อนๆนี่แหละ จะทำลายความฝันที่จะพิชิตคณิตศาสตร์ของคุณ ก่อนที่คุณจะมี 3ข้อหลักนั้นได้ จะต้องผ่านเจ้าอุปสรรคนี้ก่อนเลย


          การเริ่มต้นไม่ใช่เรื่องยากหรอก เอาจริงๆแล้วคนที่ัตั้งใจจริง ก็ผ่านไปได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเราคงยากสินะ ผมจะบอกวิธีให้ ก่อนอื่นคุณต้องเปิดใจก่อนเป็นอันดับแรก ใช่แล้วล่ะการเปิดใจ ลบอคติต่อวิชานี้ออกไปให้หมด ยอมรับว่า เราจะต้องใช้วิชานี้นะ วิชานี้เป็นวิชาสำคัญนะ สำหรับการเรียนต่อของเรา บอกตัวเองแบบนี้ แล้วก็อดทนเริ่มต้นซะ หรือไม่ก็สร้างความอยากอ่านขึ้น สร้างความสนใจต่อวิชา ลองมองหาจุดที่น่าสนใจของมัน ลองทำเรื่องๆเล็กเกี่ยวกับวิชา ลองสนุกกับมัน รู้สึกของความท้าทายของโจทย์ต่างๆที่นำมาให้เราแก้

          สรุปก็คือ การเปิดใจ จะทำให้เริ่มต้นได้ไม่ยากในวิชานี้
          อย่างไรก็ตาม ความขยัน สำคัญมากที่สุดครับ :)


วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

โรงเรียนอันแสนน่าเบื่อ ~


          "โรงเรียน" เมื่อพูดคำๆนี้ขึ้น สำหรับพวกเราเหล่านักเรียนแล้ว คงมีไม่น้อยเลยล่ะ ที่จะบอกว่า "น่าเบื่อ" ก็มันน่าเบื่อจริงๆนี่นา ....เบื่อในอะไรหลายอย่างๆ ทั้งการเรียนการสอนที่แสนเซง กฏระเบียบที่ระเบียดจัดจนน่ารำคาญ ต้องไปตากแดดในตอนเช้าของทุกๆวัน แล้วยังต้องนั่งอดอู้อยู่ในห้องแคบๆอันแสนอบอ้าวกับเพื่อนรวมชะตากรรมอีกครึ่งร้อยทั้งวัน พร้อมกับครูที่บ่นเก่งยิ่งกว่าการสอนเสียอีก มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้ผมอยากไปโรงเรียนคือ....ไปหาเพื่อน...

          สาเหตุที่เราไม่อยากไปนั้นมีหลายสาเหตุมากมายแล้วแต่คน ผมคิดว่ามีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อยากมาโรงเรียนเพราะอยากเรียน สาเหตุที่นักเรียนทั้งหลาย ไม่อยากไปโรงเรียน มีอะไรบ้างนะ **ทั้งหมดนี้เขียนด้วยความคิดของผม ที่อยู่ในช่วงวัยเรียนนี่แหละ

สาเหตุแรกคือ"การเรียนการสอนที่น่าเบื่อ"


          ทำไมการเรียนการสอนถึงน่าเบื่อนั้นก็ประกอบไปด้วยหลายเหตุผล เรียนที่ไม่เข้าใจในเนื้อหา ครูสอนได้น่าเบื่อและไม่สนุก ครูเข้ามาก็บ่นนู่นนั้นนี่บ้างล่ะ ความไม่สนใจที่จะอยากรู้ในวิชานั้นบ้างล่ะ หรือแม้แต่อากาศที่ไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการเรียนการสอนที่น่าเบื่อแทบทั้งนั้น

          เห็นได้ว่าการเรียนการสอนที่น่าเบื่อมีสาเหตุมาจากทั้ง2คนเลยคือ ครูและนักเรียน สาเหตุที่มาจากครูคือ การสอนโดยที่ไม่สนุก การสอนโดยที่นักเรียนไม่เข้าใจ การสอนโดยที่ไม่อยากสอน การที่ไม่เข้าใจเด็ก เข้ามาในห้องเรียนแทนที่จะสอนหนังสือแต่กับบ่นนู่นนั้นนี่โดยที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน การอบรมสั่งสอนในเวลาที่ควรจะสอนหนังสือ หรืออื่นๆที่ผมนึกไม่ออก สิ่งเหล่านี้ผมไม่รู้อะไรมากหรอก เพราะผมไม่ใช่ครู แต่ก็เป็นสาเหตุของการเรียนการสอนที่น่าเบื่อ และนี่เป็นเพียงมุมมองของผมเท่านั้น

          ส่วนสิ่งที่เกิดจากตัวนักเรียนนั้นคือ ความไม่อยากเรียนนี่แหละ เรื่องแบบนี้มันแก้ยาก ถ้าหากเราไม่อยากเรียนวิชาอะไรซักอย่าง ถึงแม้ครูจะสอนดี สอนสนุก ห้องเรียนน่าเรียนแค่ไหนก็ตาม ตัวนีกเรียนมันก็เบื่ออยู่วันยังค่ำ

          การเรียนที่หนักเกินไปก็เช่นกัน การที่เราต้องนั่งเรียนทั้งวัน และอัดๆวิชาความรู้เข้ามาในหัวสมองของเรา ในทุกๆวันนั้นก็สร้างเหนื่อยล้าแก่นักเรียน รวมถึงครูที่ต้องสอนทั้งวันก็เหนื่อย แล้วยังทำให้การเรียนการสอนน่าเบื่อเพราะเหนื่อยล้าเกินไป ความสามารถในการเข้าใจวิชาความรู้ของนักเรียนยังลดลง

          ห้องเรียนที่ไม่น่าเรียนก็มีผลให้การเรียนการสอนมันน่าเบื่อเช่นกัน วันไหนที่ร้อนๆหน่อย พอเข้าไปในห้องจะร้อนแบบทวีคูณแบบหาที่เปรียบไม่ได้ อีกทั้งยังตั้งนั่งร้อนกับเพื่อนอีกครึ่งร้อย แน่นอนความอยากเรียนจึงแทบไม่มี ขณะเดียวกันหากได้ใช้ห้องแอร์ล่ะก็ ความปิติยินดีที่จะเรียนเพิ่มขึ้นแบบขีดสุด ไม่มีใครบ่นซักคนว่าไม่อยากเรียน

          นี่อาจจะเป็นสาเหตุของการเรียนกวดวิชาที่บูมขนาดนี้ เอาจริงๆแล้วกวดวิชาไม่จำเป็นเลยสำหรับนักเรียน เสียค่าใช้จ่ายก็มาก บางคนเดินทางข้ามจังหวัดมาเรียนเลยที่เดียว ทั้งๆที่นอนอ่านหนังสืออยู่บ้านก็ไม่ต่างกันมากหรอก แต่ทุกคนก็ยังอยากเรียนกันอยู่ อาจจะเป็นเพราะการเรียนการสอนที่น่าเบื่อในห้องด้วยล่ะ เพราะการเรียนกวดวิชานั้น แตกต่างกันมากกับการเรียนในห้องเรียน ครูสอนที่เฮฮา สนุกสนาน อีกทั้งยังสอนเนื้อหาได้เข้าใจมากกว่า ห้องเรียนที่น่าเรียนมากกว่า หรืออื่นๆที่ผมไม่ทราบ        

สาเหตุที่สองคือกฏระเบียบอันเข้มงวดของโรงเรียน


          เฮ้ พวกเราเป็นนักเรียนนะไม่ได้เป็นทหาร ถึงต้องเค้มงวดกฏระเบียบอะไรมากมายขนาดนั้น จุดประสงค์หลักๆของการตั้งโรงเรียนคืออะไร คือการที่นักเรียนมีความรู้ไม่ใช่เหรอ บางโรงเรียนเน้นกฏระเบียบมากกว่าการเรียนซะอีก แต่ก็อย่างว่า กฏระเบียบก็สำคัญ แต่นั้นไม่ใช่่ที่สุด และไม่ใช่สิ่งที่โรงเรียนต้องเน้น

          ความน่าเบื่อจึงเกิดขี้น นอกจากจะมีการเรียนการสอนที่น่าเบื่อแล้ว ยังกฏระเบียบที่จัดจนเครียดตาย แทนที่จะกังวลว่า "โอ้ว ยังไม่เข้าใจบทนี้เลยนะ" เป็นกังวล "ซวยแล้ววันนี้เรายังไม่ตัดผมเลย ทำอย่างไรดี" มันจะไม่ทำให้โรงเรียนน่าเบื่อได้อย่างไร

          เห็นได้ว่า โรงเรียนไม่ได้เน้นการเรียน(หรือจะเน้นมากไป จนมันน่าเบื่อ) จุดตายของการเรียนมันอยู่ตรงน่าเบื่อนี้แหละ การเรียนด้วยความไม่อยากรู้นั้น เป็นจุดจบการเรียนรู้เลย เพราะถึงแม้จะฝืนเรียนไป เราจะได้ความรู้ไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ


          ผมว่ามันน่าจะมีแค่สองสาเหตุนี้แหละ ถึงทำให้โรงเรียนมันน่าเบื่อ คุณอาจจะไม่เห็นด้วยนะ แต่ว่าสำหรับนักเรียนส่วนใหญ่แล้ว เหตุผลเหล่านี้ก็เป็นจริงทีเดียว ถ้าไม่อยากให้นักเรียนเบื่อการเรียน ก็ต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้นะครับ


นี่มันเป็นการแข่งขัน !!


น่าเห็นใจนะ แต่นี่มันเป็นการแข่งขันแล้วล่ะ
ผมกำลังพูดถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่างๆอยู่
เมื่อก้าวเข้ามาในสนามนี้แล้ว คุณจะต้องยอมรับ
ความพ่ายแพ้  ความผิดหวัง ความเสียใจ
และสิ่งที่เกิดขึ้นกับ "เพื่อน" ของคุณที่เขาเหล่านั้นสอบไม่ติด

มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้านะ
แต่อยากที่ผมบอกไป นี้คือการแข่งขัน
ใครอ่อนแอ จักต้องออกจากสนามและแพ้ไป
ใครท้อแท้ จักต้องพบการผิดหวัง
นี้เป็นสนามการแข่งขันอันยิ่งใหญ่อันแรกเลยล่ะมั้ง

แล้วเราจะทำอย่างไรกับเพื่อนเหล่า
เรากลัวเขาไม่มีที่เรียน กลัวเขาจะสอบไม่ติด

ผมจะบอกวิธีแก้ไขปัญหาให้
คุณจะต้อง "ทำให้เขาสอบติด"
ไม่ใช่ทำให้ตัวเองสอบไม่ติดแล้วเขาจะได้มีที่เรียน

เพราะอะไร เพราะตัวคุณเองนั่นแหละ จะเดือดร้อน
คุณจะต้องตกในภาวะ ความผิดหวัง ความเสียใจแทนเพื่อน
ส่วนเขาก็ได้ดิบได้ดีแทน(ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องดี)
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวคุณไม่ใช่เรื่องดีเลยซักนิด

เพราะแบบนั้นผมถึงได้บอกว่า "ทำให้เขาสอบติด"
ทำให้เขาได้รับชัยชนะไปด้วยกันสิ

หนทางสู่ชัยชนะ คืออะไร
พาเขาเรียน พาเขาอ่านหนังสือ
ติวหนังสือ ฝึกฝนทำข้อสอบ
ไปด้วยกัน เพื่อจะได้สอบติดด้วยกัน
มีที่เรียนด้วยกัน

แบบนี้มัน แฮปปี้มากกว่ากันเยอะเลยนะ :D

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

"สอบไม่ติด" อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้

      มันอาจจะเป็นเรื่องดีนะ ถ้าพวกคุณไม่ติดคณะบ้าบออะไรที่พ่อแม่คาดหวังไว้หรือคณะดีๆที่คนเลือกเยอะเช่น คณะแพทย์ เภสัช ทันตะ หรือศึกษาศาสตร์ แต่ถ้าหากคณะเหล่านั้นเป็นคณะที่เราอยากเข้าจริงๆแบบ "โอ้ว นี้แหละทางเขาเรา เราจะเรียนคณะนี้แหละ ความสุขของเราอยู่ตรงนี้" ถ้าเกิดสอบไม่ติดขึ้นมา ผมก็ขอแสดงความเสียใจ แต่ในกรณีที่คณะเหล่านั้น ไม่ใช่ทางของเราหรือเราไม่ชอบซักนิด อยากเรียนเพราะจบมามีงานทำ เงินเดือนสูง เรียนเพราะพ่อแม่ต้องการให้เรียน ถ้าหากไม่ติดแล้วผมก็ไม่รู้สึกเสียใจกับคนเหล่านั้นเลยซักนิด(ผมกลับรู้สึกดีใจด้วยต่างหาก)


เพราะอะไรรู้ไหม ทำไมผมถึงไม่รู้สึกเสียใจ


          คนเหล่านั้นเลือกคณะพวกนั้นด้วยเหตุผลงี่เง่ายังไงล่ะ
          คุณคิดว่าคณะดีๆเหล่านั้นมันเปิดเท่าไหร่กันต่อปี?
          คุณจะไปแย่งที่คนที่ต้องการจริงๆ เหรอ?
          คุณจะไปแย่งทำลายความฝันของเขา ด้วยเหตุผลงี่เง่านี่น่ะเหรอ(เงินเดือนเยอะ พ่อแม่ต้องการให้เรียน)
          ผมว่ามันแปลกๆนะ

ทำไมเราถึงไม่ทำตามฝันของราล่ะ??


          ยุคสมัยนี้แล้ว ไม่มีอะไรปิดกั้นคุณหรอก
          อยากเป็นนักร้องเหรอ คุณเคยดูรายการ TheVoice ไหม??
          อยากเป็นนักแสดงเหรอ คุณก็ไปทำหน้าให้หล่อๆสวยๆ(ศัลยกรรม) ไปเรียนการแสดงซะสิ ไม่ก็แสดงอะไรเล่นๆผ่าน uTube หากคุณมีคุณภาพจริง มันก็จะดังแบบฉุดไม่อยู่
          อยากเป็นนักดนตรีเหรอ ฝึกซ้อมดนตรี แล้วอัพลง Utube มีคนพร้อมจะฟังเสียงคุณเยอะแยะ
          อยากเป็นนักเขียนเหรอ แต่งนิยายเอาไปลง DEK-D ซะ มีคนพร้อมจะอ่านให้คุณเยอะแยะ

ประเทศไทยเปิดคณะต่างๆมากมาย 


          คณะวิทยาศาสตร์ไม่ว่าสาขาอะไรก็ตาม คณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ที่คุ้นหูคณะเศรษฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ คณะธรณีวิทยาคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่มีสาขามากมาย สาขาคอมพิวเตอร์เป็นที่ต้องการมากมาย ในยุคITนี้คณะบัญชีที่บริษัททุกแห่งต้องการ คณะวิทยาการจัดการสำหรับนักธุรกิจไฟแรงคณะศิกษาศาสตร์พละะ ที่หลายคนมองข้าม คณะประมง คณะเกษตร มันไม่ดีอย่างไร?คณะสถาปัตย์ ศิลปกรรมศาสตร์ สำหรับเด็กART คณะอักษร มนุษย์สำหรับคนรักภาษา
นี้เป็นเพียงคณะทั่วไปเท่านั้น ยังไม่รวมคณะแปลกๆเช่น ธุรกิจไซเบอร์ ของ มศว นะครับ
มีอะไรอีกไม่รู้เยอะแยะ ลองไปหาดูไหม หาข้อมูลน่ะ

อาชีพใหม่มีมากขี้นเรื่อยๆ


          ลองคิดดูสิ โลกกำลังเกิดภาวะ โลกร้อน พลังงานต่างๆของโลกกำลังจะหมดไป?
          คณะอะไรล่ะที่เป็นประโยชน์ต่อเรื่องพวกนี้
          ลองหันไปมอง คณะวิทยาศาตร์และสิ่งแวดล้อม ดูสิ ไม่อยากพิทักษ์โลกหน่อยเหรอ

          เคยเรียนไหมวิชา ชีววิทยา......เรื่องอะไรนะ อ๋อ พวกพันธุกรรม พอจะรู้แล้วใช่ไหมว่า
          เดี๋ยวนี้เราทำอะไรได้บ้าง "ตัดต่อยีน" มันเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำลึก เราสามารถมีลูกตามคุณสมบัติที่ต้องการได้เชียวนะ
          เราสามารถมีสัตวเลี้ยงตามที่เราต้องการ เราจะมีเนื้อวัวคุณภาพดีๆกินตลอดเวลา ผักของเราจะไม่เน่าตาย ทนต่อสภาพอากาศ ปลูกได้ทั้งปี
          ทั้งหมดทั้งมวล ด้วยการตัดต่อยีน สิ่งมีชีวิตจะโลดเล่นได้มากมายคล้ายๆกับเกม SPORE เลยล่ะ
          คณะพันธุวิศวกรรม  ไม่อยู่ในสายตาเลยเหรอ

          รู้จัก ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC หรือเปล่า ที่มันกำลังจะเปิดอย่างสมบูรณ์ ในปี 2015 น่ะ คุณคิดอย่างไรล่ะ? การที่คนต่างชาติต่างภาษาต้องมาอยู่ในสังคมเดียวกัน พวกเขาจะต้องสื่อสารกันนะ สื่อสารด้วยอะไรล่ะ  ก็ต้อง ภาษา สิ ภาษามากมายเหลือเกิน ภาษาไทย ภาษาเวียดนาม ภาษาพม่า ภาษาลาว ภาษาเขมร แม้ว่าเราจะเขาจะเอาภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง แต่หากสื่อสารด้วยภาษาถิ่นคงจะได้เปรียบกว่า
          พวกมนุษยเวียดนาม มนุษยเขมร ไม่น่าสนใจเลยใช่ไหม

          อะไรอีกล่ะ ลองไปหาข้อมูลหน่อยก็ดีนะ ว่าตลาดสังคมต้องการอาชีพอะไรแล้วจะรู้สึกว่า "โอว้ ทำไมมันมีเยอะแยะอะไรอย่างงี้"


          *แนะนำหนังสือ "Future Career Future Education 3" หรือ "สาขาอาชีพแห่งอนาคต 3"
เขียนโดย อ.วิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์ เป็นหนังสือที่รวบรวมข้อมูลพวกนี้ครับ

          เลือกมาสิ คณะที่เราต้องการเรียนจริง ผมรู้อยู่หรอกว่าไม่ใช่พวกหมอ พวกทันตะ
          คุยกับตัวเองซะ  ทำความรู้จักกับตัวเองหน่อย
          อย่าตลกหน่อยเลย อย่าให้พ่อแม่เลือกให้หรือบังคับเราเลย
          ประกาศให้พวกท่านรู้ ว่าความต้องการของเราคืออะไร
          ฝันของเราคืออะไร เราอยากเรียนอะไร
          การเรียนในสิ่งที่ชอบ มันทำให้เรามีความสุขนะ
          จุดสูงสุดของความฝันเรา คือความสุขไม่ใช่เหรอ??

(พ่อแม่ก็อยากให้เรามีความสุข ทำไมท่านจะไม่เข้าใจเรา ;))

หยุดพยายามเพื่อสิ่งที่ไม่ใช่ฝันเถอะครับ

[ Review ข้อสอบ ] สอบตรงเศรษฐศาสตร์ มธ !!

               วันเสาร์ที่ผ่านมา(17/11/2012) ผมได้มีโอกาสไปสอบรับตรงของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่รังสิต อย่างจะบอกว่าเหนื่อยมาก ในวันนั้น
               คนมาสอบโครงการนี้เยอะมาก มากกว่า 4000 คนเสียอีกแต่รับเข้าแค่ 150 คนเท่านั้น ถือว่าหินพอสมควร สำหรับใครที่หวังน่ะนะอัตราการแข่งขัน 1:26 (ไม่โหดเท่าหมอหรอก) !!
               สำหรับการสอบนั้นมีทั้งหมด 3 วิชาวิชา "คณิตศาสตร์และสถิติ" "ภาษาไทย" และ "ภาษาอังกฤษ"

"คณิตศาสตร์และสถิติ"


               วิชา "คณิตศาสตร์และสถิติ" นั้นถึงจะเพิ่มคำว่า"และสถิติ"เข้าไป มันก็ไม่ได้หมายความว่ามีแต่เรื่องสถิตินะ คือ มันออกหมดทุกเรื่องนั้นแหละ รวมถึงแคลด้วย เพียงแต่จะมีข้อสอบสถิติเพิ่มขึ้นมา ข้อสองข้อ ประมาณว่าเยอะกว่าเรื่องๆอื่น 1ข้อ

               วิชานี้แบ่งเป็นสองพาร์ท คือ ปรนัยกับอัตนัย

               ปรนัยมี 30ข้อ ข้อละ 3 คะแนน ที่น่าสนใจคือหากตอบผิดคะแนน -1 (มั่วไม่ได้ละ)ระดับความยากง่าย ผมว่าไม่ยากเท่าไหร่ อาจจะง่ายด้วยซ้ำ บางข้อมองออกได้ง่ายมาก ประมาณว่าถ้าคุณเก่งในห้องเรียน หมายถึง สอบปลายภาค กลางภาคในโรงเรียนได้คะแนนเยอะน่ะ ข้อสอบชุดนี้ก็ไม่ได้ยากไปกว่ากันเลย

               อัตนัยมีทั้งหมด 6 ข้อ ข้อละ 20 คะแนน...ที่มันเยอะเพราะมันต้องแสดงวิธี ใช่ แสดงวิธีทำ คุณจะต้องเขียนด้วยลายมือของคุณบนกระดาษคำตอบทั้ง 6 แผ่น(ข้อละแผ่น) ตอบผิดไม่ติดลบ ระดับความยากง่าย ถือว่าไม่ยาก อาจจะง่ายกว่าพาร์ทแรก แต่ปัญหาคือแสดงวิธีนี้สิ จะทำกันไม่ได้ หากใครที่ทำการบ้านคณิตศาสตร์ ส่งเองตลอดตั้งแต่ ม4 ไม่น่าใช่เรื่องยาก เพราะแสดงวิธีทำเป็น และคล่อง อาจจะติดๆขัดๆเรื่องที่ยังไม่ได้เรียน(แคล) ก็พอถูไถ อย่างไรก็ตาม หากเข้าใจโจทย์ย่างถ่องแท้ พาร์ทนี้ก็เก็บคะแนนได้อยู่ดี

               ถึงแม้ข้อสอบชุดนี้ มันค่อนข่างง่าย(ง่ายกว่า PAT1 เยอะ) *เพื่อนบอกว่า ความยากประมาณข้อสอบ ent'จนถึงปี 51 + กับแพทรอบแรกปี52 * แต่ปัญหามันอยู่ตรง "เวลา" ให้เวลาทำน้อยมาก เมื่อมันต้องมีการแสดงวิธีทำด้วย เวลาที่ให้คือ 150นาที(2ชั่วโมงครึ่ง)เท่านั้น วิธีกว่าจะแก้โจทย์ ว่าจะร่างวิธีทำ กว่าจะเขียน บางข้อใช้เวลาไปเกือบ 20 นาทีก็มี แล้วไหนยังปรนัย 30 ข้ออีก มั่วไม่ได้ด้วย ดังนั้นนอกจากจะอ่านหนังสือให้เข้าใจแล้วยังต้องทำเวลาและจัดสรรเวลาให้ดี

               ข้อแนะนำคือ อันดับแรกให้ดูข้อเติมคำก่อนว่า ข้อไหนที่เราทำได้ และได้คำตอบชัวร์ เมื่อเลือกได้แล้วก็ร่างวิธีทำ และเขียนเลยทันที ระหว่างทำ อัตนัย ก็แวะไปทำปรนัยบ้าง อย่าเสียเวลากับพาร์ทปรนัยมากเกินไป เพราะคะแนนหลักอยู่ที่พาร์ทอัตนัย ใครทำพาร์ทอัตนัยได้ คะแนนจะกระโดดมาก

"ภาษาไทย"


               ข้อสอบภาษาไทยที่นี้แบ่งเป็นสองพาร์ทคือ ปรนัยและอัตนัย โดยปรนัยมี 20 ข้อ อัตนัย 3 ข้อ เวลา 80นาที(ไม่ทราบคะแนน แต่รู้แค่ว่า อัตนัย 3ข้อ คะแนนเยอะมากๆ)

               ข้อสอบปรนัย 20 ข้อภาษาไทยของข้อสอบที่นี้ ต่างกับภาษาไทยทอื่นเยอะ(ONET 7วิชาสามัญ) เพราะไม่มีภาษาไทยจำพวก"ภาษา"เช่น คำบาลี/สันสกฤต ไล่ตัวสะกด ไล่วรรณยุกต์ คำเป็น คำตาย คำราชาศัพท์  หาคำควบกล้ำ เป็นต้น แต่จะออกพวก "การสื่อสาร" แทนเช่น การฟัง การพูด การเขียน พวกจดหมาย การประชุมก็มีเยอะ และมีบทความ 1 บทความ และให้เราเอาข้อมูลจากบทความมาตอบคำถาม พาร์ทนี้จึงไม่ยากเท่าใดนัก

               มันน่าสนใจและท้าทายตรงนี้ข้อสอบอัตนัย 3 ข้อ

               ข้อแรก เป็นการจับใจความ โดยโจทย์จะให้"ข้อความ"มา 10 ย่อหน้าแล้วให้เราจับใจความทั้ง 10 ย่อหน้านั้นมาเขียนเป็นคำตอบ 1 บรรทัศ

               ข้อสอง เป็นการย่อความ โดยโจทย์จะให้"บทความ"มา 1 บทความและให้เราย่อความให้ได้เหลือแค่ย่อหน้าเดียว

               ข้อสาม เป็นการเรียงความ โดยโจทย์จะให้หัวข้อมาหนึ่งหัวข้อ และให้เรียงความตามหัวข้อที่ได้รับ 1 หน้ากระดาษ

               ยากสุดๆเลยก็ว่าได้ การจะทำได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับทักษะของแต่ละคนที่มีมากแค่ไหนแล้วล่ะ ใครเกลียดการเขียนก็ซวยไป

               ข้อแนะนำคือ ทำข้อ ปรนัยให้หมดก่อน 20 ข้อเองใช้เวลาไม่นาน(อย่าให้เกิน 20 นาที) แล้วข้ามไป พิจารณาหัวข้อเรียงความว่าจะเขียนอย่างไร ใช้เวลาคิด ซัก 2-3 นาที ถ้าคิดไม่ออกก็ไปทำอัตนัยที่เหลือ(จะย่อความหรือจับใจความก่อนก็ได้)แล้วกลับมาคิดออกแบบเรียงความต่อ สลับกัน และ ควรจะทำจับใจความและย่อความให้เร็วที่สุด(ใครอ่านเร็วจะได้เเปรียบ) เพราะจะได้เอาเวลาไปเขียนเรียงความ การเตรียมตัวสอบก็ไม่มีไรมาก ฝึกเขียนบ่อยๆ อ่านบทความเยอะๆ(บทความที่เราสนใจ เช่น ผมสนใจเกม ก็จะอ่านบทความเกี่ยวกับเกมบ่อยๆ)

"ภาษาอังกฤษ"


               จะว่าอย่างไรกับข้อสอบอังกฤษนี้ สำหรับบางคนเรียกได้ว่ายากนรกแตก แต่สำหรับบางคนอาจจะแค่ปลอกกล้วยเข้าปากล่ะมั้ง

               ข้อสอบนี้เป็นปรนัยทั้งหมด 75 ข้อ 150นาที และข้อสอบแบ่งเป็นสองส่วนใหญ่คือ ส่วนคำศัพท์ และส่วนรีดดิ้ง ไม่มีส่วนที่ใช้ความรู้แกรมม่าเลย คำศัพท์จะเป็นพวกความหมายเหมือนกันเกือบหมด จะมีเติมคำในช่องว่าง อะไรประมาณนี้ ใครรู้ก็คือรู้ ไม่รู้ก็จบ

               ส่วนพาร์ทรีดดิ้ง ยากบรม คำศัพท์ออกยากและไม่เคยเห็นเยอะมาก ปกติแล้วผมจะอ่านพวกรีดดิ้งจากบทความต่างๆ ก็จะพอเข้าใจประมาณนึงว่าพูดถึงอะไรอยู่ ทำอะไรที่ไหน อย่างไร ก็พอรู้บ้าง แต่ข้อสอบนี้ไม่ใช่ ผมไม่รู้เรื่องเลยซักนิดเดียว ผมได้แค่อ่านเท่านั้น ไม่รู้ความหมายของมันเลย ก็อย่างที่ว่า ใครรู้ก็ทำได้ ไม่รู้ก็จบ(ที่สำคัญมีทั้งหมด 6 บทความ)

               ถึงผมจะไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษอะไรมากมาย แต่จะมีคำแนะนำอยู่บ้าง คือเเตรียมศัพท์ไปเยอะๆเลย ฝึกการทำให้เร็วด้วย จัดสรรเวลา อะไรทำก่อนหลัง โดยเลือกสิ่งที่ง่ายกว่าทำก่อน ก็ประมาณนี้



               มันก็เพียงเท่านี้แหละ สำหรับการสอบตรงเศรษฐศาสตร์ครั้งนี้ โดยรวมแล้วข้อสอบก็ง่ายระดับนึงคือไม่ยากไม่ง่ายนั้นแหละ แต่ปัญหาคือเวลาอันน้อยนิด และคนสอบเยอะแต่รับนิดเดียว


               ส่วนผมจะติดมั้ย ไม่รู้เลยซักนิด ข้อสอบอังกฤษผมทำแทบจะไม่ได้เลย(บอกว่าทำไม่ได้เลยก็น่าจะไม่ผิด) ข้อสอบภาษาไทยผมพอไหว ทำเสร็จหมด เรียงความก็งั้นๆ ภาษาผมทั้งนั้น(ไม่มีเวลาแต่งภาษาทางการ) ลายมือก็ลายมือปกตินี่แหละ(ต้องเข้าห้องแล๊บ ชันสูตรโดยทีมงานวิจัยอันดับหนึ่งของโลก ถึงจะอ่านออก) คณิตศาสตร์ทำไม่ทัน(แน่นอนอยู่แล้ว) ปรนัยเว้นว้างไว้ประมาณ5ข้อ ส่วนอัตนัยทำผิดแบบจังๆ1ข้อ และวิธีทำก็มั่วแหลก ตามที่หัวคิดเป๊ะ ไม่แต่ง ไม่เติม


โชคดีล่ะกันครับ ^ ^