แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ก่อนที่สอบกลางภาคปี1เทอม1! ความกดดันนี่มัน ?!

                       หลังจากเป็นเฟรชชี่หน้าใสมาได้เกือบสองเดือน กำลังสนุกสนานกับกิจกรรมใหม่ๆที่ไม่เคยพบเคยเจอเมื่อสมัย ม.ปลาย เนื้อหาต่างๆที่เรียนในคลาสก็เป็นเรื่องใหม่ๆที่ไม่เคยเห็น แน่นอนว่าการเรียนการสอนเมื่อถึงเวลาหนึ่งจะต้องมีการสอบแบะ เวลาที่ว่านั้นได้มาถึงแล้ว การสอบกลางภาคยังไงล่ะ !!


                มันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมากมายหรอก เพราะการสอบในระดับมหาวิทยาลัยนั้น จะเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง อย่างน้อยในปีหนึ่งๆก็ต้องเจอการสอบสี่ครั้ง และพอเรียนจบ4ปีก็เจอการสอบไปทั้งหมด 16ครั้ง และครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรก ถึงได้อยากจะเขียนถึงมันหน่อย

                อารมรณ์มันแตกต่างจากระดับ ม.ปลาย โดยสิ้นเชิง มันไม่เหมือนการสอบกิ๊กก๊อกของ ม ปลาย ที่เอาคะแนนสอบแค่ 5-10คะแนน  คะแนนสอบปลายภาคประมาณ 20-30คะแนน กล่าวคือใน ม ปลาย มันเน้นคะแนนเก็บ ใครมีคะแนนเก็บเยอะ ก็เอาเกรด 4 ไปได้เลย แต่ในระดับนี้ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว แต่เป็นการใช้คะแนนสอบเต็ม 100% หรือใกล้เคียง และสำหรับสอบกลางภาคคือ 50%

                ความกดดันสูงกว่าไม่รู้เท่าไหร่ เกรดของ มปลาย นั่นมีความสำคัญน้อยกว่าเกรดของระดับมหาวิทยาลัย เกรด มปลาย นั้นสำหรับบางคนแล้วไม่มีความสำคัญเลยก็ได้(ขอแค่ออกมาให้จบได้ เพราะได้ที่เรียนในมหาวิทยาลัย) ต่างกับเกรดของระดับมหาวิทยาลัยที่ต้องเอาไปใช้ในการสมัครทำงานต่างๆซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก

                นอกจากนี้เรายังไม่รู้ด้วยว่า ข้อสอบ มันจะออกมาแนวไหน ไม่เหมือนการสอบของ ม ปลายที่อาจารย์บอกมาหมดแล้วว่าจะออกอะไรยังไง คือมันเดาไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะทำยังไง ยังจับทางกันไม่ถูกอะไรประมาณนั้น เพราะยังไม่เคยเจอเนี่ยแหละ ในส่วนนี้รุ่นพี่ก็อาจจะช่วยได้ ก็ต้องลองปรึกษารุ่นพี่ดู

                การสอบกลางภาคนี้อาจจะเป็นตัวตัดสินเลยก็ได้ว่า ในอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร ถึงแม้เปอร์เซ็นจะไม่เยอะในการคิดเกรดเฉลี่ยสี่ปี แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของเกรดนั่น  ดังนั้นเราจึงต้องทำให้ดีที่สุดไม่ว่าจะเป็นการสอบครั้งไหน  โดยเฉพาะครั้งแรกนี้  ไฟท์!!

             ว่าแล้วก็ไปอ่านหนังสือกันดีกว่า -3-

วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556

ปิดเทอม 3 เดือน....ว๊างว่าง....ว่างจนเครียดน่ะสิ

    หลังจากเรียนมัธยมปลายมานานถึง 3 ปี และวันนี้ก็เป็นวันปิดเทอมสุดท้ายของ ม6 หรือพูดง่ายๆก็คือ เรียนจบ ม.ปลาย แล้ว นับว่าปิดเทอมที่ผ่านมาทั้งหมด เป็นอะไรที่เหนื่อยมากๆ เพราะต้องเรียนกวดวิชากันแสนสาหัส(พึ่งมารู้ตอนนี้ว่า ไม่ได้ใช้อะไรเลย) อาจเป็นเพราะการวางแผนที่ห่วยแตกของเรา การไม่รู้ว่าเราอยากเป็นอะไรในตอนแรก(ตอนนี้รู้แล้วล่ะ) จะทำให้พ่อแม่เสียเงินมากแค่ไหน(อันนี้เจ็บใจสุด) อย่างไรก็ตาม มันก็ผ่านมาแล้วล่ะนะ มองอนาคตและปัจจุบันดีกว่า

    พูดถึงปัจจุบัน ก็อย่างที่บอก ตอนนี้ปิดเทอมอยู่ ปิดเทอม 3 เดือนซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน(สำหรับผมน่ะนะ) เวลาอันยาวนานที่ไม่มีภาระอันใด ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก แต่พอได้ไปอ่านกระทู้บางกระทู้ใน Pantip มันก็คิดอะไรได้บางอย่างอ่ะนะ เลยไม่อยากเสียเวลา 3 เดือนอันมีค่าเหล่านี้ทิ้งไปเลย

   ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่วันสอบวันสุดท้าย ผมก็เล่นแต่เกมมาตลอด เกมที่เล่นก็เกม Dragon Nest ที่เล่นประจำ ผมจริงจังกับมันมาก ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมนึกถึงแต่เกมๆนี้ตลอด ก็มันอดใจมานานแล้ว ขอปลดปล่อยซะบ้าง แต่กระทู้ Pantip ที่ว่านี้ มันทำให้ผมเริ่มตระหนัก

   ตระหนักต่ออะไร? ตระหนักต่ออนาคตข้างหน้า หลังจากนี้ 3 เดือนผมจะเป็นยังไง? นั้นแหละที่ผมกำลังคิด ช่วงเวลาระหว่าง ร่ำเรียน 4ปีในรั้วมหาลัย จะเกิดอะไรขึ้น ผมไม่รู้เลย และหลังจากนั้นล่ะ หลังจากจบแล้วผมจะอยู่ได้หรือเปล่า ความกังวลเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ผมก็ลืมมันไปหมดตอนกำลังอ่านหนังสือสอบ ก็ได้แต่อ่านเรื่องราวที่เขาเล่ากันมาในเว็บ Pantip อ่านะ แต่ละคนนี้ช่างฮาร์ดคอเสียจริงๆ

   กระทู้ที่ว่า ไม่ใช่กระทู้เเกี่ยวกับการเรียนอะไรหรอก แต่เป็นกระทู้เกี่ยวกับการใช้เงิน หัวเรื่องเขาถามเหล่าสมาชิกว่า "คุณเคยถังแตกไหม" เป็นคำถามที่ผมคิคว่าธรรมดามากๆ แต่พอผมได้อ่าน...โอ้โห แต่ละคนสุดยอดทั้งนั้น พวกเขาต่างเล่าประสบการณ์การถังแตกของตัวเอง เล่าถึง ณ เวลาที่พวกเขาไม่มีเงิน พวกเขาอยู่ได้อย่างไร แก้ปัญหาอย่างไร กระทู้นี้ทำให้ผมรู้จักกับการไม่มีเงิน ทำให้ผมได้รู้ถึงความสำคัญของเงินว่ามันมมีความสำคัญมากมายแค่ไหน ตลอดเวลาที่ผมใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย(แม้แต่ตอนนี้) ผมก็ไม่ได้รู้สึกตัวหรอกว่ามันฟุ่มเฟือย ไม่ได้คิดด้วยซ้ำ รู้แต่เพียงว่า ถ้าไม่มีเงิน ก็ขอพ่อแม่ แค่นั้นไม่มีอะไรมาก ทั้งๆที่เงิน มันไม่ได้เสกขึ้นมา

  นั้นคือเหตุผลที่ 3 เดือนนี้ผมไม่อยากเสียเวลา ผมกลัวว่า ถ้าเกิดอยู่ห่างบ้าน ไปเรียนหนังสือแล้วเกิดขาดสน เราจะทำยังไง? ถ้าเรายังหาเงินไม่เป็น เราก็อยู่ไม่รอด ผมอยากใช้เวลา 3 เดือนนี้ให้มีค่า มากกว่าจะอยู่เฉยๆ อย่างน้อยก็รู้จักวิธีการหาเงินเสียบ้าง แต่ปัญหาคือจะทำยังไง ผมไม่รู้อะไรเลย

   ในที่สุดก็ได้คำตอบสำหรับ 3 เดือนที่จะไม่สูญเปล่า ผมวางแผนไว้ว่า จะหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ เรื่องที่หาไม่ได้จากการเรียน ประสบการณ์การทำงานต่างๆ เช่น การเปิดร้านอาหาร การขายของเล็กๆน้อยๆ การเป็นคนเสิร์ฟ หรือแม้แต่การเก็บขยะไปขาย ให้ตายเหอะ อย่าดูถูกเชียวนะ อย่างน้อยๆพวกเขาก็หาเงินได้ ในขณะที่ผม ทำเรื่องเหล่านั้นยังไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ หรือจะให้พูดอีกแบบก็ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการทำงาน ไม่ว่าในระดับไหน ประมาณนั้น ปัญหาคือไม่รู้ว่า จะหาข้อมูลจากไหน คงเริ่มจากเซิร์จหาใน Google ไม่ก็ไปหาในร้านหนังสือ ห้องสมุด.....อืม...ม.....อาจจะถึงต้องถามเหล่าผู้ประกอบการเอง ไม่รู้แบบฟอร์มการถาม...................เอาเป็นว่า ขอจบอินทรี่ กับการระบายความเครียด(มั้ง) อย่างน้อยๆตอนนี้ก็รู้แล้วว่าจะทำอะไร ขอบคุณที่อ่านจนจบ ขอบคุณครับ

วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

โรงเรียนอันแสนน่าเบื่อ ~


          "โรงเรียน" เมื่อพูดคำๆนี้ขึ้น สำหรับพวกเราเหล่านักเรียนแล้ว คงมีไม่น้อยเลยล่ะ ที่จะบอกว่า "น่าเบื่อ" ก็มันน่าเบื่อจริงๆนี่นา ....เบื่อในอะไรหลายอย่างๆ ทั้งการเรียนการสอนที่แสนเซง กฏระเบียบที่ระเบียดจัดจนน่ารำคาญ ต้องไปตากแดดในตอนเช้าของทุกๆวัน แล้วยังต้องนั่งอดอู้อยู่ในห้องแคบๆอันแสนอบอ้าวกับเพื่อนรวมชะตากรรมอีกครึ่งร้อยทั้งวัน พร้อมกับครูที่บ่นเก่งยิ่งกว่าการสอนเสียอีก มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้ผมอยากไปโรงเรียนคือ....ไปหาเพื่อน...

          สาเหตุที่เราไม่อยากไปนั้นมีหลายสาเหตุมากมายแล้วแต่คน ผมคิดว่ามีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อยากมาโรงเรียนเพราะอยากเรียน สาเหตุที่นักเรียนทั้งหลาย ไม่อยากไปโรงเรียน มีอะไรบ้างนะ **ทั้งหมดนี้เขียนด้วยความคิดของผม ที่อยู่ในช่วงวัยเรียนนี่แหละ

สาเหตุแรกคือ"การเรียนการสอนที่น่าเบื่อ"


          ทำไมการเรียนการสอนถึงน่าเบื่อนั้นก็ประกอบไปด้วยหลายเหตุผล เรียนที่ไม่เข้าใจในเนื้อหา ครูสอนได้น่าเบื่อและไม่สนุก ครูเข้ามาก็บ่นนู่นนั้นนี่บ้างล่ะ ความไม่สนใจที่จะอยากรู้ในวิชานั้นบ้างล่ะ หรือแม้แต่อากาศที่ไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการเรียนการสอนที่น่าเบื่อแทบทั้งนั้น

          เห็นได้ว่าการเรียนการสอนที่น่าเบื่อมีสาเหตุมาจากทั้ง2คนเลยคือ ครูและนักเรียน สาเหตุที่มาจากครูคือ การสอนโดยที่ไม่สนุก การสอนโดยที่นักเรียนไม่เข้าใจ การสอนโดยที่ไม่อยากสอน การที่ไม่เข้าใจเด็ก เข้ามาในห้องเรียนแทนที่จะสอนหนังสือแต่กับบ่นนู่นนั้นนี่โดยที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน การอบรมสั่งสอนในเวลาที่ควรจะสอนหนังสือ หรืออื่นๆที่ผมนึกไม่ออก สิ่งเหล่านี้ผมไม่รู้อะไรมากหรอก เพราะผมไม่ใช่ครู แต่ก็เป็นสาเหตุของการเรียนการสอนที่น่าเบื่อ และนี่เป็นเพียงมุมมองของผมเท่านั้น

          ส่วนสิ่งที่เกิดจากตัวนักเรียนนั้นคือ ความไม่อยากเรียนนี่แหละ เรื่องแบบนี้มันแก้ยาก ถ้าหากเราไม่อยากเรียนวิชาอะไรซักอย่าง ถึงแม้ครูจะสอนดี สอนสนุก ห้องเรียนน่าเรียนแค่ไหนก็ตาม ตัวนีกเรียนมันก็เบื่ออยู่วันยังค่ำ

          การเรียนที่หนักเกินไปก็เช่นกัน การที่เราต้องนั่งเรียนทั้งวัน และอัดๆวิชาความรู้เข้ามาในหัวสมองของเรา ในทุกๆวันนั้นก็สร้างเหนื่อยล้าแก่นักเรียน รวมถึงครูที่ต้องสอนทั้งวันก็เหนื่อย แล้วยังทำให้การเรียนการสอนน่าเบื่อเพราะเหนื่อยล้าเกินไป ความสามารถในการเข้าใจวิชาความรู้ของนักเรียนยังลดลง

          ห้องเรียนที่ไม่น่าเรียนก็มีผลให้การเรียนการสอนมันน่าเบื่อเช่นกัน วันไหนที่ร้อนๆหน่อย พอเข้าไปในห้องจะร้อนแบบทวีคูณแบบหาที่เปรียบไม่ได้ อีกทั้งยังตั้งนั่งร้อนกับเพื่อนอีกครึ่งร้อย แน่นอนความอยากเรียนจึงแทบไม่มี ขณะเดียวกันหากได้ใช้ห้องแอร์ล่ะก็ ความปิติยินดีที่จะเรียนเพิ่มขึ้นแบบขีดสุด ไม่มีใครบ่นซักคนว่าไม่อยากเรียน

          นี่อาจจะเป็นสาเหตุของการเรียนกวดวิชาที่บูมขนาดนี้ เอาจริงๆแล้วกวดวิชาไม่จำเป็นเลยสำหรับนักเรียน เสียค่าใช้จ่ายก็มาก บางคนเดินทางข้ามจังหวัดมาเรียนเลยที่เดียว ทั้งๆที่นอนอ่านหนังสืออยู่บ้านก็ไม่ต่างกันมากหรอก แต่ทุกคนก็ยังอยากเรียนกันอยู่ อาจจะเป็นเพราะการเรียนการสอนที่น่าเบื่อในห้องด้วยล่ะ เพราะการเรียนกวดวิชานั้น แตกต่างกันมากกับการเรียนในห้องเรียน ครูสอนที่เฮฮา สนุกสนาน อีกทั้งยังสอนเนื้อหาได้เข้าใจมากกว่า ห้องเรียนที่น่าเรียนมากกว่า หรืออื่นๆที่ผมไม่ทราบ        

สาเหตุที่สองคือกฏระเบียบอันเข้มงวดของโรงเรียน


          เฮ้ พวกเราเป็นนักเรียนนะไม่ได้เป็นทหาร ถึงต้องเค้มงวดกฏระเบียบอะไรมากมายขนาดนั้น จุดประสงค์หลักๆของการตั้งโรงเรียนคืออะไร คือการที่นักเรียนมีความรู้ไม่ใช่เหรอ บางโรงเรียนเน้นกฏระเบียบมากกว่าการเรียนซะอีก แต่ก็อย่างว่า กฏระเบียบก็สำคัญ แต่นั้นไม่ใช่่ที่สุด และไม่ใช่สิ่งที่โรงเรียนต้องเน้น

          ความน่าเบื่อจึงเกิดขี้น นอกจากจะมีการเรียนการสอนที่น่าเบื่อแล้ว ยังกฏระเบียบที่จัดจนเครียดตาย แทนที่จะกังวลว่า "โอ้ว ยังไม่เข้าใจบทนี้เลยนะ" เป็นกังวล "ซวยแล้ววันนี้เรายังไม่ตัดผมเลย ทำอย่างไรดี" มันจะไม่ทำให้โรงเรียนน่าเบื่อได้อย่างไร

          เห็นได้ว่า โรงเรียนไม่ได้เน้นการเรียน(หรือจะเน้นมากไป จนมันน่าเบื่อ) จุดตายของการเรียนมันอยู่ตรงน่าเบื่อนี้แหละ การเรียนด้วยความไม่อยากรู้นั้น เป็นจุดจบการเรียนรู้เลย เพราะถึงแม้จะฝืนเรียนไป เราจะได้ความรู้ไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ


          ผมว่ามันน่าจะมีแค่สองสาเหตุนี้แหละ ถึงทำให้โรงเรียนมันน่าเบื่อ คุณอาจจะไม่เห็นด้วยนะ แต่ว่าสำหรับนักเรียนส่วนใหญ่แล้ว เหตุผลเหล่านี้ก็เป็นจริงทีเดียว ถ้าไม่อยากให้นักเรียนเบื่อการเรียน ก็ต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้นะครับ


วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ผมอยากเรียนเศรษฐศาสตร์ครับ



               เหตุผลเพราะเรียนกับ ครูคนนึง ที่สอนเรื่องนี้ เมื่อตอนปิดเทอมใหญ๋แล้วติดใจอ่ะ มันเหมือนกับค้ณพบแล้วสิงที่ผมอยากเรียนจริงๆ ที่มั่นใจขนาดนี้เพราะอารมณ์ตอนเรียนเศรษฐศาสตร์ มันคนละเรื่องกับเรียนพวกสายวิทย์เลย ผมอาจจะชอบมันมาตั้งนานแล้วก็ได้ แต่เพิ่งรู้ตัว ฮ่าๆ วิชานี้แหละ ใช่ สิ่งที่ผมต้องการรู้คือเจ้านี้ สิ่งที่ผมต้องการใช้ในอนาคตไม่ใช่วิทยาศาสตร แต่เป็นคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ต่างหาก !!


               วิทย์ก็เรียนมาตั้งเยอะแยะ นี่จะทิ้งหรอกเหรอ ใช่แล้ว ผมจะทิ้งมันทั้งหมดเลย และไม่รู้สึกเสียดายด้วย เพราะ ผมไม่รู้สึกอยากจะเรียนมันอีกต่อไป โอเค เก็บไว้สอบบ้าง พอสอบแล้วก็ลืมๆไปซะ ที่ผมไม่เสียดายเพราะผมคิดว่าความรู้แค่เท่าที่ผมรู้เนี่ย มันเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนน้อยนิด ไม่ถึงเสี้ยวของความรู้วิทย์ทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ แต่มันก็เป็นพื้นฐานในขั้นสูงต่อไป แต่ในเมื่อผมไม่อยากเรียนสายนี้แล้ว ผมจึงสามารถทิ้งความรู้พวกนี้อย่างไม่เสียดาย

               ไม่รู้สิพวกสายวิทย์ผมว่ามันงั้นๆอ่ะ ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ เวลาเจอวิทยาการใหม่ๆ ผมมักจะสนใจแค่ว่า มันทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้สนใจเลยว่า มันทำได้ยังไง มันทำให้การเรียนพวกวิทย์มันน่าเบื่อไปเลย ข้อสอบก็ง่ายแทนสูตรๆ ชิ้งๆๆ จบ เรียนเรื่องใหม่ๆก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรอีกแล้ว

               ต่างกับตอนเรียนเศรษฐศาสตร์โดยสิ้นเชิง ผมรู้สึกอิ้งนะว่า ว้าว มันเป็นแบบนี้เหรอมันอธิบายได้ด้วยเหรอ กลไกแบบนี้มันเป็นแบบนี้จริงๆเหรอ ผมอยากจะเข้าใจมันแบบหมดเปลือกเงินเฟ้อ เงินฝืด ทำไมของราคาเพิ่มราคาลด กลไกตลาด อุปสงค์ อุปทาน เกี่ยวอะไรกับการลงทุน

               ความจริงแล้วเรียนเศรษฐศาสตร์ก็เหมือนกับพวกเรียนวิทย์นั้นแหละ แต่องค์ความรู้ต่างกันเท่านั้น เพราะเศรษฐศาสตร์ ก็เรียนไปเพื่อจะอธิบายปรากฏการณ์เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ (แต่นี้ไม่ใช่ความหมายจริงๆของเศรษฐศาสตร์หรอกนะ) เหมือนกับวิทย์ที่เรียนไปเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์กับนักเศรษฐศาสตร์ก็คล้ายๆกัน แค่เรียนเรื่องที่ต่างกันและอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นต่างกัน เท่านั้นเอง นักเศรษฐศาสตร์จึงต้องหัวดีพอๆกับนักวิทยาศาสตร์เลยนะ

               อีกอย่างก็คือ ผมรู้สึกว่า เศรษฐศาสตร์มันสามารถใช้ได้จริงในสังคมเลยล่ะ ผมสามารถใช้ความรู้ด้านนี้ในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ถ้าผมเรียนลึกซึ้งกว่านี้คงจะสุดยอดไปเลยว่าป่ะ สามารถอธิบายอะไรหลายๆอย่างที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในเศรษฐกิจในชีวิตจริงหรือเกมก็ยังได้ ผมว่ามันเจ๋งโครตๆ ต่างกับความรู้สึกของผมที่มีต่อสายวิทย์ ที่ผมไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้จริงได้ยังไง

               แต่ความจริงอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นก็คือ เรียนเศรษฐศาสตร์ แมร่งตกงาน ผมว่าจริงแท้แน่นอน เห็นในหลายๆบอร์ด ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตหลายๆที่  ฃทำให้ผมค่อนข้างที่จะหวั่นไหว ก็เลยคิดว่าเลือกในสิ่งที่ ไม่ตกงาน และใกล้เคียงกันนั้นก็คือ "บัญชี" เพราะมีข้อมูลมาบอกว่า เรียนบัญชีไม่ตกงานแน่นอน แต่ก็ไม่จริงเสมอไปอีก มีคนบอกว่า ถึงจะเรียนบัญชีก็ตกงานได้นะ ถ้าไม่ไดเรียนสายวิทย์สุขภาพยังไงก็ตกงาน

               ในเมื่อเรียนอะไรก็ตกงานกันไปหมด ดังนั้นเลือกอันที่ชอบเลยดีกว่า นั้นทำให้จุดสุดยอด...เป้าหมายสูงสุดคือเรียน "เศรษฐศาสตร์" ส่วน "บัญชี" นั้นก็รองลงมา

               จากที่กล่าวทั้งหมด ผมสามารถสรุปได้เลยว่า เจ้านี้แหละที่ผมเลือกจะเรียนต่อในระดับมหาลัยต่อไป ถึงจะรู้ตัวช้าไปซักหน่อยก็ตาม ด้วยเหตุต่างๆเหล่านี้้เอง ผมจึงเลือกเรียน "เศรษฐศาสตร์"  ครับ :D

ใครๆก็เริ่มจากผลงานห่วยๆทั้งนั้น



               อยากเป็นนักเขียนครับ ผมอยากเป็นนักเขียน ผมตะโกนออกไปดังๆ ประกาศตัวเองตรงนี้ เพื่อเหล่าประชาชีได้รับทราบ และเมื่อประกาศออกไปแล้วก็ต้องรับผิดชอบด้วยล่ะ รับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองยืนยัน

               แต่อย่างไรก็ตามแค่ตะโกนออกไปดังๆแค่นั้น ไม่ได้ช่วยอะไรมากไปกว่าเรียกพลังเท่านั้น เพราะจะเป็นนักเขียนก็ต้องเขียน ดังนั้นเขียนออกมาเลย เขียนไปตามที่ใจคิด ไม่ต้องกลัวหรอกว่าผลงานเขียนของเรามันจะห่วย  คนที่ทำให้ผลงานชิ้นแรกแล้วดีเลิศเพอร์เฟคน่ะ มีแต่คนที่มีพรสวรรค์มาตั้งแต่เกิดเท่านั้น ดังนั้นจงเขียนซะ

               เขียน...ว่าแต่จะเขียนอะไร เรื่องนี้ตอบยากนะ เพราะว่านักเขียนทุกคนก็เขียนไปตามใจตัวเองทั้งนั้น บางคนชอบอ่านนิยาย ก็เขียนนิยาย บางคนชอบอะไรที่มันเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ บางคนอยู่เมืองนอก ก็เขียนเล่าว่าการอยู่ที่นั้นเป็นอย่างไร บางคนไปประสบกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน ก็เขียนเล่ากัน บางคนรู้เรื่องนู่นนั้นนี่มาก ก็เขียนในสิ่งที่ตนรู้ออกมา บางคนจินตนาการสูง ก็เล่าจินตนาการออกมาในรูปของการเขียน .....ประมาณว่าเขียนตามใจตัวนักเขียนนั้นเอง

               เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะเดินทางบนเส้นทางนักเขียน ก็จะต้องยอมรับในสิ่งที่นักเขียนหน้าใหม่จะประสบพบเจอ คือ ผลงานชิ้นแรกที่แสนห่วย และ ผลงานชิ้นต่อไปก็ยังห่วย ต่อไปก็ห่วย ห่วยๆๆๆๆ ........ เหตุผลที่มันห่วยตลอดเพราะเราเป็นนักเขียนหน้าใหม่? ถูกแล้วล่ะ เราเป็นนักเขียนหน้าใหม่ อย่าแปลกใจและอย่าเพิ่งน้อยใจ ดูอย่างนักกีฬาอะไรก็ได้ นักกีฬาพวกนั้นตอนเล่นๆแรกมันก็ต้องห่วยสิถูกมั้ย เล่นเทนนิสตีลูกไม่โดนบ้างล่ะ เล่นฟุตบอลเตะเข้าประตูตัวเองบ้างล่ะ นั้นก็คือมันไม่แปลกเลยซักนิด ที่ครั้งแรกมันจะห่วยบรม

               ถ้าอยากเป็นนักเขียนมือฉบัง เขียนอะไรไปใครๆก็ให้ความสนใจ สิ่งที่จะต้องทำคือ "ฝึกฝน" ฝึกฝนสำหรับนักเขียนคืออะไร นั้นคือ "อ่าน" เยอะๆ และ "เขียน" เยอะๆ ทำไมถึงต้องอ่าน เราอ่านเพื่อดูว่าคนอื่นนั้นเขียนอย่างไร อาจจะศึกษาการใช้ภาษา หรืออื่นๆ คล้ายๆกับเก็บประสบการณ์ ถ้าเทียบกับการเล่นกีฬาหรือการเรียนก็คือ เรียนภาคทฤษฏี ส่วนการเขียนนั้นก็เหมือนภาคปฏิบัติ ลงมือทำจริง มันถึงจะเห็นผล

               แต่ก็ใช่ว่าฝึกแค่เดือนสองเดือนจะเป็นนักเขียนได้โดยทันที อาจจะเวลาฝึกหลายปีเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นต้องคอยรับมือในเรื่องนี้เอาไว้ เพราะเราไม่สามารถที่จะอยู่ได้ทั้งปีโดยไม่มีเงิน เป็นผลให้นักเขียนจะต้องมีงานทำ จะเป็นงานอะไรก็ได้ทั้งนั้นที่จะพอกินไปทั้งปีหรือจะเป็นงานที่ชอบก็ได้ แต่ไม่ต้องกลัวไม่มีเวลาเขียนหรอกนะ เพราะนักเขียนส่วนใหญ่เขาก็ใช้เวลาว่างนี้แหละเขียน

               อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดที่นักเขียนจะต้องมีคือ การมีความสุขและความสุขกับการเขียน มันเป็นคุณสมบัติสำคัญเลยล่ะ ถ้าเขียนแล้วไม่มีความสุข ก็ไม่ต้องมาเป็นนักเขียนหรอก ไปเป็นอย่างอื่นเลยดีกว่า

               เห็นได้ว่าการเป็นนักเขียนมันไม่ใช่เรื่องยากมากมาย และก็ไม่ใช่เรื่องง่ายจนเกินไป เพียงแค่มีความมุ่งมั่นจริงก็เป็นนักเขียนได้ ที่ผมเขียนไปทั้งหมดในบทความนี้เป็นสิ่งที่ผมมองนักเขียนในมุมของผมเอง อย่าเชื่อไปซะหมดล่ะ และที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ คือผลงานชื้นห่วยบรมของผมอยู่ เพราะมันคือผลงานขิ้นแรก ต้องขอบคุณมากจริงๆเลยครับที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ขอบคุณสำหรับความอดทนที่ทนอ่านผลงานห่วยๆนี้ ขอบคุณจริงๆครับ 

                 " ไม่มีทางที่จะสำเร็จ หากขาดความเชื่อมั่นและความพยายามตั้งใจจริง "