แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เหตุการณ์ก่อนประกาศผล และวันสัมภาษณ์สุดระทึก !!






                     คืนก่อนวันที่ 24 มกราคม 2556 ซึ่งเป็นวันที่ทาง มธ ประกาศผลผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ ผมก็อยู่ไม่สุขในคืนนั้น ไม่เป็นทำอะไร ทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง มัน....ไม่รู้สิ .....มันอธิบายได้ยาก คุณต้องมาเจอเองถึงจะรู้ เหมือนกับความรู้สึกต่างๆ เสียใจ ตื่นเต้น กลัวเครียด มาถาโถมเข้ามาพร้อมกันยังไงยังงั้นเลย เช้าวันที่ 24มกราคม ผมจำเป็นที่จะต้องไปโรงเรียน เพราะทางโรงเรียนมีการจัดติวโอเน็ต ขาดไม่ได้ ไม่งั้นมีปัญหา ก็เลยจำเป็นที่จะต้องไป ระหว่างติวเนื้อหาที่ทางอาจารย์ที่ติวให้ ไม่ได้เข้าหัวผมเลย ในหัวผมมีแต่ มธ มธ มธ 

                     11:0น0 น. เวลที่ทางมธ กำหนดให้เป็นวันประกาศผลผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ แน่นอนครับ เว็บล่มมม ผมได้แต่กันรีๆๆๆไปเรื่อยๆ บน Ipad ที่ยืนเพื่อนมาดู ผมกดรีอยู่อย่างงั้นจนเวลา บ่าย 2 ในที่สุดก็มา เป็นแบบรายชื่อเรียงลงมา ผมจึงรีบๆเปิดดู และเลื่อนดูอย่างช้าๆ เวลาผ่านไปไม่นานเท่าใดนัก มันก็มาถึงตัวอักษรตัวแรกของชื่อผม ....



. ผม

ก็

เริ่ม

เลื่อน

ลง 

มา

ทีละนิด ๆ 

..



.............



..

.



.........







. .


..
 .... ... !!!!!!!!! ในที่สุด สิ่งที่ปรากฎตรงหน้าคือชื่อของผม 

                     ใช่ชื่อของผมเอง ผมเลื่อนไปมองด้านข้างอย่างไม่รอช้า ....ข้อความข้างๆที่จะยืนยันว่า... คุณคือผู้มีสิทธิ์สัมภาษณ์ .... เยสสส ผมดีใจสุดขีด 


สอบติดแล้วโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยย



                     ในที่สุด สิ่งที่ผมร่ำเรียนมาตั้งแต่ เด็กจนโต ก็สำเร็จผล สิ่งที่เสียเงินให้กับที่เรียนพิเศษเป็นหมื่นๆก็คุ้มค่า วันเวลาที่ทุ่มเทให้กับการอ่านหนังสือ มันก็ไม่สูญเปล่า แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ยังไม่จบ การสอบสัมภาษณ์สุดหินรอเราอยู่ ที่มันหินเพราะที่นี่ประกาศ 400กว่าคนแต่รับจริงๆแค่ร้อยกว่าเท่านั้นเอง



                     หลังจากวันนั้นผมก็เตรียมตัวสำหรับการสอบสัมภาษณ์ในวันที่ 2กุมภาพันธ์2556 แต่ผมก็ไม่ได้เตรียมอะไรมากมาย ผมเข้าหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต และข้อมูลกับรุ่นพี่ สิ่งที่ได้รับคำตอบเหมือนกันคือ ประมาณว่า ไม่ต้องกังวล มธ รับทุกคน เมื่อได้ยินดังนั้นผมจึงสบายใจ แต่ก็ไม่รู้จะเตรียมข้อมูลอะไรไปตอบดี เพราะเห็นที่รุ่นพี่มาเล่า ก็ถามมาไม่เหมือนกัน คนสัมภาษณ์เยอะ แล้วแต่ว่าจะได้เจออท่านไหน


                     สุดท้าย ผมก็ไม่ได้เตรียมข้อมูลอะไรเลย


                     คืนออกเดินทางคือวันที่ 1กุมภาพันธ์2556 สิ่งที่ต้องเตรียมคือเอกสารที่ทาง มธ กำหนด ซึ่งแน่นอนผมเตรียมการเรียบร้อย และขึ้นรถจากสกลนครเวลา 19:45น. จนถึง มธ รังสิต ในเวลาตีห้า นี่เป็นการเข้ากรุงเทพครั้งที่ 2 ของผมล่ะมั้ง


                     ผมนั่งรออยู่ใน มธ นั่นแหละ มีเพื่อนมาบ้างก็นั่งรอด้วยกัน เขานัด 10โมงเช้า แต่เรามาซะ ตีห้า ก็ไม่เป็นไร นั่งรออยู่ในนั้นก็ไม่เบื่อเท่าไหร่ มีรุ่นพี่คอยให้ข้อมูลเกียวการสัมภาษณ์รวมถึงรวบรวมเอกสารต่างๆด้วย นอกจากนั้นยังมีรุ่นพี่คณะไหนไม่รู้ เอาของมาขาย เยอะมาก ผมก็ปฏิเสธไป แต่สุดท้ายก็ได้ซื้อพวงกุญแจกับสมุดสองเล่ม ฮ่าๆ ก็มันสวยดี


                     ระหว่างรอสัมภาษณ์เวลาผ่านไปช้ามาก ผมไม่เคยรออะไรขนาดนี้มาก่อน แบบรออย่างเดียว ไม่มีอะไรทำ คุยกับเพื่อนนิดๆหน่อยๆ แล้วก็นั่งรอไป ที่สำคัญระหว่างรอนั้นสุดแสนจะทรมาณ เหมือนกับอาการผิดปกติทุกอย่างในโลกเกิดพร้อมกัน(ความจริงแค่ปวดท้อง) ปวดอยู่อย่างงั้น แต่ผมก็นั่งรอต่อไปอย่างไม่รู้สึก ??(เอาเป็นว่าชั่งเถอะ)


                     รอมานานในที่สุดก็ถึงเวลา เขาเรียกอันดับที่ 319 (ผมเอง) ไปยื่นเอกสารและเตรียมตัวขึ้นสอบสัมภาษณ์ ผมรีบลุกไปอย่างไม่รอช้า ยื่นเอกสารเสร็จเป็นคนแรก หลังจากนั้นเดิมตามรุ่นพี่ ซึ่งนำทางไปยังห้องสัมภาษณ์



                     ผมรออยู่พักใหญ่ถึงจะคิวผม เอาล่ะ เตรียมตัวเตรียมใจมาแล้ว ในที่สุดก็เริ่มซักที เมื่อกรรมการเรียกให้ผมเข้าห้องสัมภาษณ์ได้ ผมเปิดประตูตรงหน้าที่ทำจากหลัก ดีไซน์สวยดี เปิดเข้าไปข้างในพบกับห้องโล่งๆที่มีอาจารย์กำลังสัมภาษณ์เด็กสองคู่บนเก้าอี้ ที่น่าจะเป็นเก้าอี้เล็คเชอร์ล่ะมั้ง หันเข้าหากัน และมีที่ว่างอีกหนึ่งสำหรับผม และมีอาจารย์สัมภาษณ์รออยู่ก่อนแล้ว



เริ่มสัมภาษณ์


" สวัสดีครับ"

ผมพูดแบบไม่คิดอะไร พร้อมยกมือไหว้ และนั่งลงทันที

" ขอเอกสารหน่อยครับ ประวัติส่วนตัวน่ะ"

ผมยื่นใบประวัติส่วนให้เขาไป เขาพิจารณาซักพัก

" โอ้ มาจากสกลนครเหรอ "

ผมก็แปลกใจนิดๆเช่นกัน

" ไหนลองแนะนำตัวหน่อยสิ"

ผมก็ไม่รู้จะแนะนำตัวยังไงก็เลย แนะนำตัวแค่บอกชื่อจริงกับโรงเรียน แล้วก็บอกชั้น เท่านั้นเอง -0- อาจารย์ก็ อืมๆ ไป

" เดินทางมาไกลน่ะ แล้วพักที่ไหน"

ผมก็ตอบไป

" ใช้เวลาเดินทางกี่ชั่วโมง "

ผมตอบไปว่า 9ชั่วโมง(จริงๆ)

" แล้วมาตั้งแต่ตอนไหน ถึงตอนไหน "

เราก็บอกไปตามความจริง นำเสียงอาจารย์แปลกใจ โห นี่รอตั้งแต่ตี5เลยเหรอ

" ไหนลองเล่ามาสิ ว่าเดินทางมายังไง "

เออ เราก็เล่าไปอย่างงั้นอย่างงี้ ขึ้นรถตอนไหน อยู่ในรถเป็นไง แวะไหนบ้าง อาจารย์ก็นั่งฟังเรา


" ลำบากแย่เลยเนอะ " ผมตอบไปว่า " ลำบากสิครับ " อาจารย์ก็ยิ้มๆ แล้วก็ถามเรื่องใหม่


" คุณเกิดในสกลนครเนี่ย รู้จักคำขวัญจังหวัดตัวเองไหม "

ผมก็บอกไปตามความจริง ท่องให้ฟังไม่ได้ แต่พอรู้ใจความ อาจารย์ก็อืมๆ

" คุณคิดว่าที่ไหนในสกลน่าเที่ยว " ผมก็ไม่รู้อะไรเท่าไหร่นะ ก็บอกสถานที่หลักๆไป เพราะผมเห็นคนมาเที่ยวเยอะดี แล้วก็บอกไปว่า คนที่มาเที่ยวสกลส่วนใหญ่จะมาในแนวของพุทธศาสนา อ่านะ เพราะที่นี่พระดังๆเยอะ อะไรประมาณนั้น(ก็พอรู้บ้างงงงง)

อาจารย์ก็อือออกับผมไป ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอาจารย์คิดยังไง แต่ก็ไม่เครียดเท่าไหร่ ผมรอคำถามต่อไป

" คุณไปโรงเรียนยังไง"

ผมตอบตามความจริงคือ ขี่มอเตอร์ไซด์ธรรมดาๆ นี่แหละไป

" ในฐานะที่คุณเป็นคนใช้ถนนนะ คุณรู้สึกยังไงกับคนขี่รรถย้อนศร"

" ไม่ชอบ ครับ"

" อ่าว ทำไมล่ะ ก็มันใกล้กว่าตั้งเยอะ"

" ก็มันไม่ชอบใจเท่าไหร่ครับ"

" เคยทำไหม"

" เคยครับ แต่ก็ไม่ชอบอยู่ดี หมายถึงไม่ชอบตัวเองด้วย แต่มันใกล้มาก เปลืองน้ำมันมากเกินไปครับ"



" แล้วคุณได้สมัครสอบที่อื่นไว้ไหม จุฬาได้สมัครหรือเปล่า " ผมตอบไปว่า ไม่ได้สมัครที่ไหนนอกจากที่นี่ ส่วนจุฬา ผมไม่ได้สมัครครับ เพราะคะแนนไม่ถึง เปลืองตังเปล่าๆ (ความจริงสมัครโควต้ารับตรงของ มข ไว้แต่ไม่เอาอยู่แล้ว สมัครไปงั้น เปลืองตังชิบ ก็เลยไม่ได้บอกไป)


" แล้วถ้าคุณไม่ได้ คุณจะทำยังไง " ผมก็บอกว่ารอแอดครับ แล้วเขาก็ดูคะแนน GAT PAT ผม เขาก็ "คะแนนสูงมากนะนี่" ....ไอเราก็นิ่ง เหรอ สูงแล้วเหรอ ฮ่าๆๆๆ


อาจารย์นิ่งซักพักแล้วก็ ....

" เดี๋ยวผมขอเข้าห้องน้ำซักครู่ "

                     อาจารย์ขอตัวเข้าห้องน้ำครับ ฮ่าๆ ผมก็เงิบนิดๆ ระหว่างรอผมก็ฟังสัมภาษณ์ของโต๊ะอื่น อืมม อาจารย์โต๊ะข้างๆนี้ พูดน่ากลัว แต่ละคำถามค่อนข้างแรงทีเดียว แต่อีกโต๊ะนึงด้านหลังได้ยินแต่เสียงนักเรียนแฮะ ส่วนเสียงอาจารย์ด้านหลังนั้นไม่ได้ยินเลย


                     ผมรออยู่ไม่นานนัก อาจารย์ที่สัมภาษณ์ผมก็กลับมา พร้อมกับ ผู้ชายตัวใหญ่เสื้อสีม่วงเข้มลายทาง(มั้ง) กับเนคไทล์สีเทาๆ อาจารย์ที่สัมภาษณ์ผมบอกว่า " นี่เด็กคนนี้มาจาก สกลนคร เลยนะ ผมเลยอยากให้พี่มาสัมภาษณ์ด้วย น้องคนนี้มุงมั่นจะเข้าที่นี่มากเลย "( > < ) ฮ่ะ คือ แค่คนดียวก็หนักแล้วนะ คือ สองคนเลยเหรอ ... ผมก็ตกใจนิดหน่อยล่ะนะ(ไม่นิด) อาจารย์คนที่สองขอดูใบประวัติส่วนตัวผม แล้วก็เริ่มถาม


" คุณมาจากสกลนครเหรอ แล้วมายังไง " ผมกำลังจะตอบ อาจารย์อีกคนก็ตอบแทนไป ผมก็ได้แค่ครับ

" โห มาไกลมากเลยนะ คงอยากเข้าที่นี่มาก " ผมก็ตอบไปว่า " ครับ อยากเข้ามาก "


                     แล้วเขาก็ถามเกี่ยวกับบ้านเกิดผม พ่อแม่ทำงานอะไร น้องชาย บลาๆ ประมาณว่าเรื่องๆทั่วไป โดยอาจารย์ทั้งสองสลับกันถาม คนที่ใส่เสื้อม่วง ก็ถามอะไรที่เกียวกับจังหวัดสกลนครอ่านะ สงสัยเขาคงจะสนใจจังหวัดนี่ล่ะนะ


" น่าสนใจๆ " ( > < ) อาจารย์เสื้อม่วงพึมพำระหว่างที่อาจารย์คนแรกถามผมว่า "เอาที่นี่แน่ๆใช่ไหม" ผมตอบไปว่า "แน่นอน ถ้าติดที่นี่ เอาเลย"

" มีคำถามอะไรอีกไหม " ผมตอบไปว่า "ไม่มีครับ"

" ไม่มี แน่นะ " "ครับ"


" อยากเข้าที่นี่มั้ย" "แน่นอนครับ" อาจารย์เสื้อม่วงถามผม

" อ่า โอเค เรียบร้อยแล้วครับ " ผมตอบว่า "ขอบคุณครับ" แล้วก็เดินออกไป


                     เวลาผ่านไปนานพอสมควรรในห้องสอบนั้น ประมาณซัก 30นาทีได้มั้ง ถือว่ายาวนานล่ะนะ บรรยากาศในห้องสัมภาษณ์ก็ไม่ได้กดดันอะไรมากหรอก แค่ตกใจที่คนมาสอบสัมภาษณ์ สอง คนล่ะนะ ผมไม่รู้ว่าคนกรุงเทพจะโดนถามว่ายังไง แต่ถ้าคุณเป็นเด็กต่างจังหวัดก็จะโดนถามเกี่ยวกับบ้านเกิดล่ะมั้ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับอาจารย์ที่สัมภาษณ์อยู่ดีนั้นแหละ เอาว่าไม่ต้องเครียดมากหรอก แต่ก็นะ อะไรไม่แน่ไม่นอน วันที่ 22กุมพาพันธ์ ประกาศผลแล้ว เอาใจช่วยผมด้วยล่ะครับ :D

 

                     *ไม่ได้เขียนอะไรมากมาย เพราะนอกจากสอบแล้ว การบ้านจากโรงเรียนก็เยอะแยะมากมายเหลือเกิน ปิดเทอมคงมีเวลามากขึ้นนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

[ Review ข้อสอบ ] สอบตรงเศรษฐศาสตร์ มธ !!

               วันเสาร์ที่ผ่านมา(17/11/2012) ผมได้มีโอกาสไปสอบรับตรงของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่รังสิต อย่างจะบอกว่าเหนื่อยมาก ในวันนั้น
               คนมาสอบโครงการนี้เยอะมาก มากกว่า 4000 คนเสียอีกแต่รับเข้าแค่ 150 คนเท่านั้น ถือว่าหินพอสมควร สำหรับใครที่หวังน่ะนะอัตราการแข่งขัน 1:26 (ไม่โหดเท่าหมอหรอก) !!
               สำหรับการสอบนั้นมีทั้งหมด 3 วิชาวิชา "คณิตศาสตร์และสถิติ" "ภาษาไทย" และ "ภาษาอังกฤษ"

"คณิตศาสตร์และสถิติ"


               วิชา "คณิตศาสตร์และสถิติ" นั้นถึงจะเพิ่มคำว่า"และสถิติ"เข้าไป มันก็ไม่ได้หมายความว่ามีแต่เรื่องสถิตินะ คือ มันออกหมดทุกเรื่องนั้นแหละ รวมถึงแคลด้วย เพียงแต่จะมีข้อสอบสถิติเพิ่มขึ้นมา ข้อสองข้อ ประมาณว่าเยอะกว่าเรื่องๆอื่น 1ข้อ

               วิชานี้แบ่งเป็นสองพาร์ท คือ ปรนัยกับอัตนัย

               ปรนัยมี 30ข้อ ข้อละ 3 คะแนน ที่น่าสนใจคือหากตอบผิดคะแนน -1 (มั่วไม่ได้ละ)ระดับความยากง่าย ผมว่าไม่ยากเท่าไหร่ อาจจะง่ายด้วยซ้ำ บางข้อมองออกได้ง่ายมาก ประมาณว่าถ้าคุณเก่งในห้องเรียน หมายถึง สอบปลายภาค กลางภาคในโรงเรียนได้คะแนนเยอะน่ะ ข้อสอบชุดนี้ก็ไม่ได้ยากไปกว่ากันเลย

               อัตนัยมีทั้งหมด 6 ข้อ ข้อละ 20 คะแนน...ที่มันเยอะเพราะมันต้องแสดงวิธี ใช่ แสดงวิธีทำ คุณจะต้องเขียนด้วยลายมือของคุณบนกระดาษคำตอบทั้ง 6 แผ่น(ข้อละแผ่น) ตอบผิดไม่ติดลบ ระดับความยากง่าย ถือว่าไม่ยาก อาจจะง่ายกว่าพาร์ทแรก แต่ปัญหาคือแสดงวิธีนี้สิ จะทำกันไม่ได้ หากใครที่ทำการบ้านคณิตศาสตร์ ส่งเองตลอดตั้งแต่ ม4 ไม่น่าใช่เรื่องยาก เพราะแสดงวิธีทำเป็น และคล่อง อาจจะติดๆขัดๆเรื่องที่ยังไม่ได้เรียน(แคล) ก็พอถูไถ อย่างไรก็ตาม หากเข้าใจโจทย์ย่างถ่องแท้ พาร์ทนี้ก็เก็บคะแนนได้อยู่ดี

               ถึงแม้ข้อสอบชุดนี้ มันค่อนข่างง่าย(ง่ายกว่า PAT1 เยอะ) *เพื่อนบอกว่า ความยากประมาณข้อสอบ ent'จนถึงปี 51 + กับแพทรอบแรกปี52 * แต่ปัญหามันอยู่ตรง "เวลา" ให้เวลาทำน้อยมาก เมื่อมันต้องมีการแสดงวิธีทำด้วย เวลาที่ให้คือ 150นาที(2ชั่วโมงครึ่ง)เท่านั้น วิธีกว่าจะแก้โจทย์ ว่าจะร่างวิธีทำ กว่าจะเขียน บางข้อใช้เวลาไปเกือบ 20 นาทีก็มี แล้วไหนยังปรนัย 30 ข้ออีก มั่วไม่ได้ด้วย ดังนั้นนอกจากจะอ่านหนังสือให้เข้าใจแล้วยังต้องทำเวลาและจัดสรรเวลาให้ดี

               ข้อแนะนำคือ อันดับแรกให้ดูข้อเติมคำก่อนว่า ข้อไหนที่เราทำได้ และได้คำตอบชัวร์ เมื่อเลือกได้แล้วก็ร่างวิธีทำ และเขียนเลยทันที ระหว่างทำ อัตนัย ก็แวะไปทำปรนัยบ้าง อย่าเสียเวลากับพาร์ทปรนัยมากเกินไป เพราะคะแนนหลักอยู่ที่พาร์ทอัตนัย ใครทำพาร์ทอัตนัยได้ คะแนนจะกระโดดมาก

"ภาษาไทย"


               ข้อสอบภาษาไทยที่นี้แบ่งเป็นสองพาร์ทคือ ปรนัยและอัตนัย โดยปรนัยมี 20 ข้อ อัตนัย 3 ข้อ เวลา 80นาที(ไม่ทราบคะแนน แต่รู้แค่ว่า อัตนัย 3ข้อ คะแนนเยอะมากๆ)

               ข้อสอบปรนัย 20 ข้อภาษาไทยของข้อสอบที่นี้ ต่างกับภาษาไทยทอื่นเยอะ(ONET 7วิชาสามัญ) เพราะไม่มีภาษาไทยจำพวก"ภาษา"เช่น คำบาลี/สันสกฤต ไล่ตัวสะกด ไล่วรรณยุกต์ คำเป็น คำตาย คำราชาศัพท์  หาคำควบกล้ำ เป็นต้น แต่จะออกพวก "การสื่อสาร" แทนเช่น การฟัง การพูด การเขียน พวกจดหมาย การประชุมก็มีเยอะ และมีบทความ 1 บทความ และให้เราเอาข้อมูลจากบทความมาตอบคำถาม พาร์ทนี้จึงไม่ยากเท่าใดนัก

               มันน่าสนใจและท้าทายตรงนี้ข้อสอบอัตนัย 3 ข้อ

               ข้อแรก เป็นการจับใจความ โดยโจทย์จะให้"ข้อความ"มา 10 ย่อหน้าแล้วให้เราจับใจความทั้ง 10 ย่อหน้านั้นมาเขียนเป็นคำตอบ 1 บรรทัศ

               ข้อสอง เป็นการย่อความ โดยโจทย์จะให้"บทความ"มา 1 บทความและให้เราย่อความให้ได้เหลือแค่ย่อหน้าเดียว

               ข้อสาม เป็นการเรียงความ โดยโจทย์จะให้หัวข้อมาหนึ่งหัวข้อ และให้เรียงความตามหัวข้อที่ได้รับ 1 หน้ากระดาษ

               ยากสุดๆเลยก็ว่าได้ การจะทำได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับทักษะของแต่ละคนที่มีมากแค่ไหนแล้วล่ะ ใครเกลียดการเขียนก็ซวยไป

               ข้อแนะนำคือ ทำข้อ ปรนัยให้หมดก่อน 20 ข้อเองใช้เวลาไม่นาน(อย่าให้เกิน 20 นาที) แล้วข้ามไป พิจารณาหัวข้อเรียงความว่าจะเขียนอย่างไร ใช้เวลาคิด ซัก 2-3 นาที ถ้าคิดไม่ออกก็ไปทำอัตนัยที่เหลือ(จะย่อความหรือจับใจความก่อนก็ได้)แล้วกลับมาคิดออกแบบเรียงความต่อ สลับกัน และ ควรจะทำจับใจความและย่อความให้เร็วที่สุด(ใครอ่านเร็วจะได้เเปรียบ) เพราะจะได้เอาเวลาไปเขียนเรียงความ การเตรียมตัวสอบก็ไม่มีไรมาก ฝึกเขียนบ่อยๆ อ่านบทความเยอะๆ(บทความที่เราสนใจ เช่น ผมสนใจเกม ก็จะอ่านบทความเกี่ยวกับเกมบ่อยๆ)

"ภาษาอังกฤษ"


               จะว่าอย่างไรกับข้อสอบอังกฤษนี้ สำหรับบางคนเรียกได้ว่ายากนรกแตก แต่สำหรับบางคนอาจจะแค่ปลอกกล้วยเข้าปากล่ะมั้ง

               ข้อสอบนี้เป็นปรนัยทั้งหมด 75 ข้อ 150นาที และข้อสอบแบ่งเป็นสองส่วนใหญ่คือ ส่วนคำศัพท์ และส่วนรีดดิ้ง ไม่มีส่วนที่ใช้ความรู้แกรมม่าเลย คำศัพท์จะเป็นพวกความหมายเหมือนกันเกือบหมด จะมีเติมคำในช่องว่าง อะไรประมาณนี้ ใครรู้ก็คือรู้ ไม่รู้ก็จบ

               ส่วนพาร์ทรีดดิ้ง ยากบรม คำศัพท์ออกยากและไม่เคยเห็นเยอะมาก ปกติแล้วผมจะอ่านพวกรีดดิ้งจากบทความต่างๆ ก็จะพอเข้าใจประมาณนึงว่าพูดถึงอะไรอยู่ ทำอะไรที่ไหน อย่างไร ก็พอรู้บ้าง แต่ข้อสอบนี้ไม่ใช่ ผมไม่รู้เรื่องเลยซักนิดเดียว ผมได้แค่อ่านเท่านั้น ไม่รู้ความหมายของมันเลย ก็อย่างที่ว่า ใครรู้ก็ทำได้ ไม่รู้ก็จบ(ที่สำคัญมีทั้งหมด 6 บทความ)

               ถึงผมจะไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษอะไรมากมาย แต่จะมีคำแนะนำอยู่บ้าง คือเเตรียมศัพท์ไปเยอะๆเลย ฝึกการทำให้เร็วด้วย จัดสรรเวลา อะไรทำก่อนหลัง โดยเลือกสิ่งที่ง่ายกว่าทำก่อน ก็ประมาณนี้



               มันก็เพียงเท่านี้แหละ สำหรับการสอบตรงเศรษฐศาสตร์ครั้งนี้ โดยรวมแล้วข้อสอบก็ง่ายระดับนึงคือไม่ยากไม่ง่ายนั้นแหละ แต่ปัญหาคือเวลาอันน้อยนิด และคนสอบเยอะแต่รับนิดเดียว


               ส่วนผมจะติดมั้ย ไม่รู้เลยซักนิด ข้อสอบอังกฤษผมทำแทบจะไม่ได้เลย(บอกว่าทำไม่ได้เลยก็น่าจะไม่ผิด) ข้อสอบภาษาไทยผมพอไหว ทำเสร็จหมด เรียงความก็งั้นๆ ภาษาผมทั้งนั้น(ไม่มีเวลาแต่งภาษาทางการ) ลายมือก็ลายมือปกตินี่แหละ(ต้องเข้าห้องแล๊บ ชันสูตรโดยทีมงานวิจัยอันดับหนึ่งของโลก ถึงจะอ่านออก) คณิตศาสตร์ทำไม่ทัน(แน่นอนอยู่แล้ว) ปรนัยเว้นว้างไว้ประมาณ5ข้อ ส่วนอัตนัยทำผิดแบบจังๆ1ข้อ และวิธีทำก็มั่วแหลก ตามที่หัวคิดเป๊ะ ไม่แต่ง ไม่เติม


โชคดีล่ะกันครับ ^ ^

ผมอยากเรียนเศรษฐศาสตร์ครับ



               เหตุผลเพราะเรียนกับ ครูคนนึง ที่สอนเรื่องนี้ เมื่อตอนปิดเทอมใหญ๋แล้วติดใจอ่ะ มันเหมือนกับค้ณพบแล้วสิงที่ผมอยากเรียนจริงๆ ที่มั่นใจขนาดนี้เพราะอารมณ์ตอนเรียนเศรษฐศาสตร์ มันคนละเรื่องกับเรียนพวกสายวิทย์เลย ผมอาจจะชอบมันมาตั้งนานแล้วก็ได้ แต่เพิ่งรู้ตัว ฮ่าๆ วิชานี้แหละ ใช่ สิ่งที่ผมต้องการรู้คือเจ้านี้ สิ่งที่ผมต้องการใช้ในอนาคตไม่ใช่วิทยาศาสตร แต่เป็นคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ต่างหาก !!


               วิทย์ก็เรียนมาตั้งเยอะแยะ นี่จะทิ้งหรอกเหรอ ใช่แล้ว ผมจะทิ้งมันทั้งหมดเลย และไม่รู้สึกเสียดายด้วย เพราะ ผมไม่รู้สึกอยากจะเรียนมันอีกต่อไป โอเค เก็บไว้สอบบ้าง พอสอบแล้วก็ลืมๆไปซะ ที่ผมไม่เสียดายเพราะผมคิดว่าความรู้แค่เท่าที่ผมรู้เนี่ย มันเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนน้อยนิด ไม่ถึงเสี้ยวของความรู้วิทย์ทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ แต่มันก็เป็นพื้นฐานในขั้นสูงต่อไป แต่ในเมื่อผมไม่อยากเรียนสายนี้แล้ว ผมจึงสามารถทิ้งความรู้พวกนี้อย่างไม่เสียดาย

               ไม่รู้สิพวกสายวิทย์ผมว่ามันงั้นๆอ่ะ ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ เวลาเจอวิทยาการใหม่ๆ ผมมักจะสนใจแค่ว่า มันทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้สนใจเลยว่า มันทำได้ยังไง มันทำให้การเรียนพวกวิทย์มันน่าเบื่อไปเลย ข้อสอบก็ง่ายแทนสูตรๆ ชิ้งๆๆ จบ เรียนเรื่องใหม่ๆก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรอีกแล้ว

               ต่างกับตอนเรียนเศรษฐศาสตร์โดยสิ้นเชิง ผมรู้สึกอิ้งนะว่า ว้าว มันเป็นแบบนี้เหรอมันอธิบายได้ด้วยเหรอ กลไกแบบนี้มันเป็นแบบนี้จริงๆเหรอ ผมอยากจะเข้าใจมันแบบหมดเปลือกเงินเฟ้อ เงินฝืด ทำไมของราคาเพิ่มราคาลด กลไกตลาด อุปสงค์ อุปทาน เกี่ยวอะไรกับการลงทุน

               ความจริงแล้วเรียนเศรษฐศาสตร์ก็เหมือนกับพวกเรียนวิทย์นั้นแหละ แต่องค์ความรู้ต่างกันเท่านั้น เพราะเศรษฐศาสตร์ ก็เรียนไปเพื่อจะอธิบายปรากฏการณ์เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ (แต่นี้ไม่ใช่ความหมายจริงๆของเศรษฐศาสตร์หรอกนะ) เหมือนกับวิทย์ที่เรียนไปเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์กับนักเศรษฐศาสตร์ก็คล้ายๆกัน แค่เรียนเรื่องที่ต่างกันและอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นต่างกัน เท่านั้นเอง นักเศรษฐศาสตร์จึงต้องหัวดีพอๆกับนักวิทยาศาสตร์เลยนะ

               อีกอย่างก็คือ ผมรู้สึกว่า เศรษฐศาสตร์มันสามารถใช้ได้จริงในสังคมเลยล่ะ ผมสามารถใช้ความรู้ด้านนี้ในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ถ้าผมเรียนลึกซึ้งกว่านี้คงจะสุดยอดไปเลยว่าป่ะ สามารถอธิบายอะไรหลายๆอย่างที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในเศรษฐกิจในชีวิตจริงหรือเกมก็ยังได้ ผมว่ามันเจ๋งโครตๆ ต่างกับความรู้สึกของผมที่มีต่อสายวิทย์ ที่ผมไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้จริงได้ยังไง

               แต่ความจริงอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นก็คือ เรียนเศรษฐศาสตร์ แมร่งตกงาน ผมว่าจริงแท้แน่นอน เห็นในหลายๆบอร์ด ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตหลายๆที่  ฃทำให้ผมค่อนข้างที่จะหวั่นไหว ก็เลยคิดว่าเลือกในสิ่งที่ ไม่ตกงาน และใกล้เคียงกันนั้นก็คือ "บัญชี" เพราะมีข้อมูลมาบอกว่า เรียนบัญชีไม่ตกงานแน่นอน แต่ก็ไม่จริงเสมอไปอีก มีคนบอกว่า ถึงจะเรียนบัญชีก็ตกงานได้นะ ถ้าไม่ไดเรียนสายวิทย์สุขภาพยังไงก็ตกงาน

               ในเมื่อเรียนอะไรก็ตกงานกันไปหมด ดังนั้นเลือกอันที่ชอบเลยดีกว่า นั้นทำให้จุดสุดยอด...เป้าหมายสูงสุดคือเรียน "เศรษฐศาสตร์" ส่วน "บัญชี" นั้นก็รองลงมา

               จากที่กล่าวทั้งหมด ผมสามารถสรุปได้เลยว่า เจ้านี้แหละที่ผมเลือกจะเรียนต่อในระดับมหาลัยต่อไป ถึงจะรู้ตัวช้าไปซักหน่อยก็ตาม ด้วยเหตุต่างๆเหล่านี้้เอง ผมจึงเลือกเรียน "เศรษฐศาสตร์"  ครับ :D