แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อนาคต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อนาคต แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ชีวิตประจำวันสุดบัดซบ อย่าได้เอาเยี่ยงอย่าง

         ตื่นเช้าขึ้นมาอากาศสดใส ม่านหน้าต่างเปิดไว้รับแสงในยามเช้า แอร์ที่เปิดตั้งแต่เมื่อคืนวานส่งลมเย็นสบายๆกระทบร่างกาย รูมเมทที่นอนอยู่เตียงอีกเตียงไม่อยู่แล้ว สงสัยจะตื่นก่อนเรา ตัวผมนอนอยู่เตียงริมหน้าต่าง ซุกตัวอยู่ในผ้าห่มเนื่องจากเปิดพัดลมเอาไว้

         "ได้เวลาตื่นนอนแล้ว"

          ผมบอกตัวเองในใจ ความรู้สึกในตอนนี้เหมือนกับต้องใช้พลังงานทั้งชีวิตในการตื่นนอนเลยที่เดียว ทั้งที่ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นทุกวัน แต่ก็ไม่เคยจะดัดนิสัยแย่นี่ได้ การจะตื่นนอนแต่ละทีนี่มันทรมาณใจจริงๆ

          มองนาฬิกาจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้าง บอกเวลาที่ตรงเป๊ะๆอยู่เสมอ และวันนี้ก็ยังตรงเป๊ะเหมือนเดิม แต่มันแปลกๆยังไงไม่รู้เพราะเวลาที่แสดงอยู่ในนั้นเป็น 15นาฬิกา

          "!!!"

          อ่าหะ แน่นอนอยู่แล้ว ก็เมื่อวาน(หรือวันนี้ดีละ)เข้านอนซะ6โมงเช้าเลยนี่ เพราะมัวแต่เล่นเกมจนลืมเวลานั้นแหละนะ จะตื่นตอนนี้ก็ไม่แปลกอะไรหรอก

          ผมลุกกขึ้นจากที่นอน หยิบผ้าเช็ดตัวที่พาดอยู่ตรงเก้าอี้โต๊ะอ่านหนังสือ แล้วตรงไปยังห้องน้ำที่อยู่ห้องตรงข้ามที่นอน บริเวณนี้จะเห็นห้องนั่งเล่น ซึ่งรูมเมทกำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างทุกที บางครั้งก็เล่นโทรศัพท์มือถือบ้าง แต่ก็เป็นภาพที่คุ้นตามาหลายเดือนแล้วล่ะ ผมใช้เวลาอาบน้ำหลายนาทีด้วยความงัยเงียระหว่างนั้นก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

          "วันนี้วันเสาร์นี่นา จะเล่นเกม LOL ต่อจนเช้าเลย"

          ความคิดบ้าๆนี่เอาอีกแล้ว ทั้งๆที่เมื่อวานนี้ก็เล่นซะเต็มที่ตั้งแต่เลิกเรียนจนหกโมงเช้ายังไม่พอสินะ ก็นั้นแหละ มันสนุกมากเลยล่ะมั้ง หรือเพราะไม่มีอะไรทำด้วยล่ะ คือไม่อยากจะทำอะไรอ่ะ ถ้ามีอย่างอื่นที่อยากทำก็จะทำอยู่หรอกนะ จะอ่านหนังสือก็ขี้เกียจ เล่นกีฬาอย่าพูดถึงเลยนะฮะ

         "หิวซะและ"

         ก็ต้องหิวอยู่แล้ว กินข้าวครั้งสุดท้ายก็คือ 6โมงเย็นของเมื่อวาน นี่ก็จะวนมาครบ24ชมแล้ว จะไม่หิวได้อย่างไรกัน

        หลังจากอาบน้ำเสร็จ และเตรียมตัวจะไปกินข้าวที่โรงอาหารทิวสนโดมบริเวณไม่ไกลจากที่พักนัก ผมหยิบแบ๊งร้อย1ใบและกุญแจห้อง แล้วก็ออกจากห้องที่ผมพักอยู่ บริเวณทางเดินหน้าห้องช่างได้อารมณ์หนังสยองขวัญจริงๆ ถ้าเป็นตอนกลางคืนแล้วไฟกระพริบๆนะ เหอๆไม่อยากนึกเท่าไหร่ ผมรอลิฟท์อยู่นานสองนานกว่าจะมาได้ ก็อยู่ซะชั้นบนสุดนี่นะ

        ชั้น1มี รปภ. นั่งประจำอยู่เป็นคนที่เป็นมิตรมากเหมือนเป็นผู้ปกครองเหล่าเด็กหอพักทั้งหอเลยก็ว่าได้ มีคนวนเวียนอยู่ที่ชั้น1แทบจะตลอดเวลา ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาจะทำอะไรกัน เพราะตอนนี้สนใจแต่จะไปกินข้าวเท่านั้น

        ทิวสนโดมยังเหมือนทุกวัน แต่วั

นนี้คนน้อยหน่อยเพราะเป็นวันหยุด เด็กหอบางคนกลับบ้านกัน เหลือแต่เหล่าเด็ก ตจว เช่นเดียวกับผมที่จะกลับบ้านทีนี่ลำบากสุดๆ แต่ก็ดี คนน้อยได้อาหารเร็ว อาหารที่ผมสั่งไปเหมือนทุกที กระเพราหมูสับราดข้าวซึ่งราคาถูกที่สุดคือ 25 บาทและจะซื้อไก่ทอดห้าดาวราคา21บาทซึ่งอร่อยมากๆ ผมมักจะทานแบบนี้ทุกวันๆไม่เคยเบื่อหรอก
        ใช้เวลาทานอาหารประมาณเกือบ20นาที ด้วยความไม่รู้จะทำอะไรจึงกลับห้องทันทีที่ทานเสร็จ กลับมาห้องก็เหมือนเดิม รูมเมทของผมยังคงนั่งอยู่ที่เกิดอยู่ ส่วนผมก็ไม่สนใจอะไรแล้ว มุ่งตรงไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องโปรดที่ตั้งอยู่ในห้องเปิดขึ้นมาแล้วก็เล่นเกมต่อทันที......รู้สึกตัวอีกทีก็เที่ยงคืนแล้ว หลังจากนั่นก็เล่นเฟสต่อจนตี4ของวันอาทิตย์ถึงจะล้มตัวลงนอนได้

        แล้วก็รอเช้าวันใหม่ต่อไป แล้วก็วนลูปเหมือนเดิม -3-

        ---จบบริบูรณ์แจ้---


วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556

ปิดเทอม 3 เดือน....ว๊างว่าง....ว่างจนเครียดน่ะสิ

    หลังจากเรียนมัธยมปลายมานานถึง 3 ปี และวันนี้ก็เป็นวันปิดเทอมสุดท้ายของ ม6 หรือพูดง่ายๆก็คือ เรียนจบ ม.ปลาย แล้ว นับว่าปิดเทอมที่ผ่านมาทั้งหมด เป็นอะไรที่เหนื่อยมากๆ เพราะต้องเรียนกวดวิชากันแสนสาหัส(พึ่งมารู้ตอนนี้ว่า ไม่ได้ใช้อะไรเลย) อาจเป็นเพราะการวางแผนที่ห่วยแตกของเรา การไม่รู้ว่าเราอยากเป็นอะไรในตอนแรก(ตอนนี้รู้แล้วล่ะ) จะทำให้พ่อแม่เสียเงินมากแค่ไหน(อันนี้เจ็บใจสุด) อย่างไรก็ตาม มันก็ผ่านมาแล้วล่ะนะ มองอนาคตและปัจจุบันดีกว่า

    พูดถึงปัจจุบัน ก็อย่างที่บอก ตอนนี้ปิดเทอมอยู่ ปิดเทอม 3 เดือนซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน(สำหรับผมน่ะนะ) เวลาอันยาวนานที่ไม่มีภาระอันใด ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก แต่พอได้ไปอ่านกระทู้บางกระทู้ใน Pantip มันก็คิดอะไรได้บางอย่างอ่ะนะ เลยไม่อยากเสียเวลา 3 เดือนอันมีค่าเหล่านี้ทิ้งไปเลย

   ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่วันสอบวันสุดท้าย ผมก็เล่นแต่เกมมาตลอด เกมที่เล่นก็เกม Dragon Nest ที่เล่นประจำ ผมจริงจังกับมันมาก ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมนึกถึงแต่เกมๆนี้ตลอด ก็มันอดใจมานานแล้ว ขอปลดปล่อยซะบ้าง แต่กระทู้ Pantip ที่ว่านี้ มันทำให้ผมเริ่มตระหนัก

   ตระหนักต่ออะไร? ตระหนักต่ออนาคตข้างหน้า หลังจากนี้ 3 เดือนผมจะเป็นยังไง? นั้นแหละที่ผมกำลังคิด ช่วงเวลาระหว่าง ร่ำเรียน 4ปีในรั้วมหาลัย จะเกิดอะไรขึ้น ผมไม่รู้เลย และหลังจากนั้นล่ะ หลังจากจบแล้วผมจะอยู่ได้หรือเปล่า ความกังวลเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ผมก็ลืมมันไปหมดตอนกำลังอ่านหนังสือสอบ ก็ได้แต่อ่านเรื่องราวที่เขาเล่ากันมาในเว็บ Pantip อ่านะ แต่ละคนนี้ช่างฮาร์ดคอเสียจริงๆ

   กระทู้ที่ว่า ไม่ใช่กระทู้เเกี่ยวกับการเรียนอะไรหรอก แต่เป็นกระทู้เกี่ยวกับการใช้เงิน หัวเรื่องเขาถามเหล่าสมาชิกว่า "คุณเคยถังแตกไหม" เป็นคำถามที่ผมคิคว่าธรรมดามากๆ แต่พอผมได้อ่าน...โอ้โห แต่ละคนสุดยอดทั้งนั้น พวกเขาต่างเล่าประสบการณ์การถังแตกของตัวเอง เล่าถึง ณ เวลาที่พวกเขาไม่มีเงิน พวกเขาอยู่ได้อย่างไร แก้ปัญหาอย่างไร กระทู้นี้ทำให้ผมรู้จักกับการไม่มีเงิน ทำให้ผมได้รู้ถึงความสำคัญของเงินว่ามันมมีความสำคัญมากมายแค่ไหน ตลอดเวลาที่ผมใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย(แม้แต่ตอนนี้) ผมก็ไม่ได้รู้สึกตัวหรอกว่ามันฟุ่มเฟือย ไม่ได้คิดด้วยซ้ำ รู้แต่เพียงว่า ถ้าไม่มีเงิน ก็ขอพ่อแม่ แค่นั้นไม่มีอะไรมาก ทั้งๆที่เงิน มันไม่ได้เสกขึ้นมา

  นั้นคือเหตุผลที่ 3 เดือนนี้ผมไม่อยากเสียเวลา ผมกลัวว่า ถ้าเกิดอยู่ห่างบ้าน ไปเรียนหนังสือแล้วเกิดขาดสน เราจะทำยังไง? ถ้าเรายังหาเงินไม่เป็น เราก็อยู่ไม่รอด ผมอยากใช้เวลา 3 เดือนนี้ให้มีค่า มากกว่าจะอยู่เฉยๆ อย่างน้อยก็รู้จักวิธีการหาเงินเสียบ้าง แต่ปัญหาคือจะทำยังไง ผมไม่รู้อะไรเลย

   ในที่สุดก็ได้คำตอบสำหรับ 3 เดือนที่จะไม่สูญเปล่า ผมวางแผนไว้ว่า จะหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ เรื่องที่หาไม่ได้จากการเรียน ประสบการณ์การทำงานต่างๆ เช่น การเปิดร้านอาหาร การขายของเล็กๆน้อยๆ การเป็นคนเสิร์ฟ หรือแม้แต่การเก็บขยะไปขาย ให้ตายเหอะ อย่าดูถูกเชียวนะ อย่างน้อยๆพวกเขาก็หาเงินได้ ในขณะที่ผม ทำเรื่องเหล่านั้นยังไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ หรือจะให้พูดอีกแบบก็ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการทำงาน ไม่ว่าในระดับไหน ประมาณนั้น ปัญหาคือไม่รู้ว่า จะหาข้อมูลจากไหน คงเริ่มจากเซิร์จหาใน Google ไม่ก็ไปหาในร้านหนังสือ ห้องสมุด.....อืม...ม.....อาจจะถึงต้องถามเหล่าผู้ประกอบการเอง ไม่รู้แบบฟอร์มการถาม...................เอาเป็นว่า ขอจบอินทรี่ กับการระบายความเครียด(มั้ง) อย่างน้อยๆตอนนี้ก็รู้แล้วว่าจะทำอะไร ขอบคุณที่อ่านจนจบ ขอบคุณครับ

วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

นี่มันเป็นการแข่งขัน !!


น่าเห็นใจนะ แต่นี่มันเป็นการแข่งขันแล้วล่ะ
ผมกำลังพูดถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่างๆอยู่
เมื่อก้าวเข้ามาในสนามนี้แล้ว คุณจะต้องยอมรับ
ความพ่ายแพ้  ความผิดหวัง ความเสียใจ
และสิ่งที่เกิดขึ้นกับ "เพื่อน" ของคุณที่เขาเหล่านั้นสอบไม่ติด

มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้านะ
แต่อยากที่ผมบอกไป นี้คือการแข่งขัน
ใครอ่อนแอ จักต้องออกจากสนามและแพ้ไป
ใครท้อแท้ จักต้องพบการผิดหวัง
นี้เป็นสนามการแข่งขันอันยิ่งใหญ่อันแรกเลยล่ะมั้ง

แล้วเราจะทำอย่างไรกับเพื่อนเหล่า
เรากลัวเขาไม่มีที่เรียน กลัวเขาจะสอบไม่ติด

ผมจะบอกวิธีแก้ไขปัญหาให้
คุณจะต้อง "ทำให้เขาสอบติด"
ไม่ใช่ทำให้ตัวเองสอบไม่ติดแล้วเขาจะได้มีที่เรียน

เพราะอะไร เพราะตัวคุณเองนั่นแหละ จะเดือดร้อน
คุณจะต้องตกในภาวะ ความผิดหวัง ความเสียใจแทนเพื่อน
ส่วนเขาก็ได้ดิบได้ดีแทน(ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องดี)
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวคุณไม่ใช่เรื่องดีเลยซักนิด

เพราะแบบนั้นผมถึงได้บอกว่า "ทำให้เขาสอบติด"
ทำให้เขาได้รับชัยชนะไปด้วยกันสิ

หนทางสู่ชัยชนะ คืออะไร
พาเขาเรียน พาเขาอ่านหนังสือ
ติวหนังสือ ฝึกฝนทำข้อสอบ
ไปด้วยกัน เพื่อจะได้สอบติดด้วยกัน
มีที่เรียนด้วยกัน

แบบนี้มัน แฮปปี้มากกว่ากันเยอะเลยนะ :D

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

"สอบไม่ติด" อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้

      มันอาจจะเป็นเรื่องดีนะ ถ้าพวกคุณไม่ติดคณะบ้าบออะไรที่พ่อแม่คาดหวังไว้หรือคณะดีๆที่คนเลือกเยอะเช่น คณะแพทย์ เภสัช ทันตะ หรือศึกษาศาสตร์ แต่ถ้าหากคณะเหล่านั้นเป็นคณะที่เราอยากเข้าจริงๆแบบ "โอ้ว นี้แหละทางเขาเรา เราจะเรียนคณะนี้แหละ ความสุขของเราอยู่ตรงนี้" ถ้าเกิดสอบไม่ติดขึ้นมา ผมก็ขอแสดงความเสียใจ แต่ในกรณีที่คณะเหล่านั้น ไม่ใช่ทางของเราหรือเราไม่ชอบซักนิด อยากเรียนเพราะจบมามีงานทำ เงินเดือนสูง เรียนเพราะพ่อแม่ต้องการให้เรียน ถ้าหากไม่ติดแล้วผมก็ไม่รู้สึกเสียใจกับคนเหล่านั้นเลยซักนิด(ผมกลับรู้สึกดีใจด้วยต่างหาก)


เพราะอะไรรู้ไหม ทำไมผมถึงไม่รู้สึกเสียใจ


          คนเหล่านั้นเลือกคณะพวกนั้นด้วยเหตุผลงี่เง่ายังไงล่ะ
          คุณคิดว่าคณะดีๆเหล่านั้นมันเปิดเท่าไหร่กันต่อปี?
          คุณจะไปแย่งที่คนที่ต้องการจริงๆ เหรอ?
          คุณจะไปแย่งทำลายความฝันของเขา ด้วยเหตุผลงี่เง่านี่น่ะเหรอ(เงินเดือนเยอะ พ่อแม่ต้องการให้เรียน)
          ผมว่ามันแปลกๆนะ

ทำไมเราถึงไม่ทำตามฝันของราล่ะ??


          ยุคสมัยนี้แล้ว ไม่มีอะไรปิดกั้นคุณหรอก
          อยากเป็นนักร้องเหรอ คุณเคยดูรายการ TheVoice ไหม??
          อยากเป็นนักแสดงเหรอ คุณก็ไปทำหน้าให้หล่อๆสวยๆ(ศัลยกรรม) ไปเรียนการแสดงซะสิ ไม่ก็แสดงอะไรเล่นๆผ่าน uTube หากคุณมีคุณภาพจริง มันก็จะดังแบบฉุดไม่อยู่
          อยากเป็นนักดนตรีเหรอ ฝึกซ้อมดนตรี แล้วอัพลง Utube มีคนพร้อมจะฟังเสียงคุณเยอะแยะ
          อยากเป็นนักเขียนเหรอ แต่งนิยายเอาไปลง DEK-D ซะ มีคนพร้อมจะอ่านให้คุณเยอะแยะ

ประเทศไทยเปิดคณะต่างๆมากมาย 


          คณะวิทยาศาสตร์ไม่ว่าสาขาอะไรก็ตาม คณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ที่คุ้นหูคณะเศรษฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ คณะธรณีวิทยาคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่มีสาขามากมาย สาขาคอมพิวเตอร์เป็นที่ต้องการมากมาย ในยุคITนี้คณะบัญชีที่บริษัททุกแห่งต้องการ คณะวิทยาการจัดการสำหรับนักธุรกิจไฟแรงคณะศิกษาศาสตร์พละะ ที่หลายคนมองข้าม คณะประมง คณะเกษตร มันไม่ดีอย่างไร?คณะสถาปัตย์ ศิลปกรรมศาสตร์ สำหรับเด็กART คณะอักษร มนุษย์สำหรับคนรักภาษา
นี้เป็นเพียงคณะทั่วไปเท่านั้น ยังไม่รวมคณะแปลกๆเช่น ธุรกิจไซเบอร์ ของ มศว นะครับ
มีอะไรอีกไม่รู้เยอะแยะ ลองไปหาดูไหม หาข้อมูลน่ะ

อาชีพใหม่มีมากขี้นเรื่อยๆ


          ลองคิดดูสิ โลกกำลังเกิดภาวะ โลกร้อน พลังงานต่างๆของโลกกำลังจะหมดไป?
          คณะอะไรล่ะที่เป็นประโยชน์ต่อเรื่องพวกนี้
          ลองหันไปมอง คณะวิทยาศาตร์และสิ่งแวดล้อม ดูสิ ไม่อยากพิทักษ์โลกหน่อยเหรอ

          เคยเรียนไหมวิชา ชีววิทยา......เรื่องอะไรนะ อ๋อ พวกพันธุกรรม พอจะรู้แล้วใช่ไหมว่า
          เดี๋ยวนี้เราทำอะไรได้บ้าง "ตัดต่อยีน" มันเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำลึก เราสามารถมีลูกตามคุณสมบัติที่ต้องการได้เชียวนะ
          เราสามารถมีสัตวเลี้ยงตามที่เราต้องการ เราจะมีเนื้อวัวคุณภาพดีๆกินตลอดเวลา ผักของเราจะไม่เน่าตาย ทนต่อสภาพอากาศ ปลูกได้ทั้งปี
          ทั้งหมดทั้งมวล ด้วยการตัดต่อยีน สิ่งมีชีวิตจะโลดเล่นได้มากมายคล้ายๆกับเกม SPORE เลยล่ะ
          คณะพันธุวิศวกรรม  ไม่อยู่ในสายตาเลยเหรอ

          รู้จัก ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC หรือเปล่า ที่มันกำลังจะเปิดอย่างสมบูรณ์ ในปี 2015 น่ะ คุณคิดอย่างไรล่ะ? การที่คนต่างชาติต่างภาษาต้องมาอยู่ในสังคมเดียวกัน พวกเขาจะต้องสื่อสารกันนะ สื่อสารด้วยอะไรล่ะ  ก็ต้อง ภาษา สิ ภาษามากมายเหลือเกิน ภาษาไทย ภาษาเวียดนาม ภาษาพม่า ภาษาลาว ภาษาเขมร แม้ว่าเราจะเขาจะเอาภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง แต่หากสื่อสารด้วยภาษาถิ่นคงจะได้เปรียบกว่า
          พวกมนุษยเวียดนาม มนุษยเขมร ไม่น่าสนใจเลยใช่ไหม

          อะไรอีกล่ะ ลองไปหาข้อมูลหน่อยก็ดีนะ ว่าตลาดสังคมต้องการอาชีพอะไรแล้วจะรู้สึกว่า "โอว้ ทำไมมันมีเยอะแยะอะไรอย่างงี้"


          *แนะนำหนังสือ "Future Career Future Education 3" หรือ "สาขาอาชีพแห่งอนาคต 3"
เขียนโดย อ.วิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์ เป็นหนังสือที่รวบรวมข้อมูลพวกนี้ครับ

          เลือกมาสิ คณะที่เราต้องการเรียนจริง ผมรู้อยู่หรอกว่าไม่ใช่พวกหมอ พวกทันตะ
          คุยกับตัวเองซะ  ทำความรู้จักกับตัวเองหน่อย
          อย่าตลกหน่อยเลย อย่าให้พ่อแม่เลือกให้หรือบังคับเราเลย
          ประกาศให้พวกท่านรู้ ว่าความต้องการของเราคืออะไร
          ฝันของเราคืออะไร เราอยากเรียนอะไร
          การเรียนในสิ่งที่ชอบ มันทำให้เรามีความสุขนะ
          จุดสูงสุดของความฝันเรา คือความสุขไม่ใช่เหรอ??

(พ่อแม่ก็อยากให้เรามีความสุข ทำไมท่านจะไม่เข้าใจเรา ;))

หยุดพยายามเพื่อสิ่งที่ไม่ใช่ฝันเถอะครับ

ผมอยากเรียนเศรษฐศาสตร์ครับ



               เหตุผลเพราะเรียนกับ ครูคนนึง ที่สอนเรื่องนี้ เมื่อตอนปิดเทอมใหญ๋แล้วติดใจอ่ะ มันเหมือนกับค้ณพบแล้วสิงที่ผมอยากเรียนจริงๆ ที่มั่นใจขนาดนี้เพราะอารมณ์ตอนเรียนเศรษฐศาสตร์ มันคนละเรื่องกับเรียนพวกสายวิทย์เลย ผมอาจจะชอบมันมาตั้งนานแล้วก็ได้ แต่เพิ่งรู้ตัว ฮ่าๆ วิชานี้แหละ ใช่ สิ่งที่ผมต้องการรู้คือเจ้านี้ สิ่งที่ผมต้องการใช้ในอนาคตไม่ใช่วิทยาศาสตร แต่เป็นคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ต่างหาก !!


               วิทย์ก็เรียนมาตั้งเยอะแยะ นี่จะทิ้งหรอกเหรอ ใช่แล้ว ผมจะทิ้งมันทั้งหมดเลย และไม่รู้สึกเสียดายด้วย เพราะ ผมไม่รู้สึกอยากจะเรียนมันอีกต่อไป โอเค เก็บไว้สอบบ้าง พอสอบแล้วก็ลืมๆไปซะ ที่ผมไม่เสียดายเพราะผมคิดว่าความรู้แค่เท่าที่ผมรู้เนี่ย มันเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนน้อยนิด ไม่ถึงเสี้ยวของความรู้วิทย์ทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ แต่มันก็เป็นพื้นฐานในขั้นสูงต่อไป แต่ในเมื่อผมไม่อยากเรียนสายนี้แล้ว ผมจึงสามารถทิ้งความรู้พวกนี้อย่างไม่เสียดาย

               ไม่รู้สิพวกสายวิทย์ผมว่ามันงั้นๆอ่ะ ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ เวลาเจอวิทยาการใหม่ๆ ผมมักจะสนใจแค่ว่า มันทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้สนใจเลยว่า มันทำได้ยังไง มันทำให้การเรียนพวกวิทย์มันน่าเบื่อไปเลย ข้อสอบก็ง่ายแทนสูตรๆ ชิ้งๆๆ จบ เรียนเรื่องใหม่ๆก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรอีกแล้ว

               ต่างกับตอนเรียนเศรษฐศาสตร์โดยสิ้นเชิง ผมรู้สึกอิ้งนะว่า ว้าว มันเป็นแบบนี้เหรอมันอธิบายได้ด้วยเหรอ กลไกแบบนี้มันเป็นแบบนี้จริงๆเหรอ ผมอยากจะเข้าใจมันแบบหมดเปลือกเงินเฟ้อ เงินฝืด ทำไมของราคาเพิ่มราคาลด กลไกตลาด อุปสงค์ อุปทาน เกี่ยวอะไรกับการลงทุน

               ความจริงแล้วเรียนเศรษฐศาสตร์ก็เหมือนกับพวกเรียนวิทย์นั้นแหละ แต่องค์ความรู้ต่างกันเท่านั้น เพราะเศรษฐศาสตร์ ก็เรียนไปเพื่อจะอธิบายปรากฏการณ์เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ (แต่นี้ไม่ใช่ความหมายจริงๆของเศรษฐศาสตร์หรอกนะ) เหมือนกับวิทย์ที่เรียนไปเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์กับนักเศรษฐศาสตร์ก็คล้ายๆกัน แค่เรียนเรื่องที่ต่างกันและอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นต่างกัน เท่านั้นเอง นักเศรษฐศาสตร์จึงต้องหัวดีพอๆกับนักวิทยาศาสตร์เลยนะ

               อีกอย่างก็คือ ผมรู้สึกว่า เศรษฐศาสตร์มันสามารถใช้ได้จริงในสังคมเลยล่ะ ผมสามารถใช้ความรู้ด้านนี้ในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ถ้าผมเรียนลึกซึ้งกว่านี้คงจะสุดยอดไปเลยว่าป่ะ สามารถอธิบายอะไรหลายๆอย่างที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในเศรษฐกิจในชีวิตจริงหรือเกมก็ยังได้ ผมว่ามันเจ๋งโครตๆ ต่างกับความรู้สึกของผมที่มีต่อสายวิทย์ ที่ผมไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้จริงได้ยังไง

               แต่ความจริงอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นก็คือ เรียนเศรษฐศาสตร์ แมร่งตกงาน ผมว่าจริงแท้แน่นอน เห็นในหลายๆบอร์ด ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตหลายๆที่  ฃทำให้ผมค่อนข้างที่จะหวั่นไหว ก็เลยคิดว่าเลือกในสิ่งที่ ไม่ตกงาน และใกล้เคียงกันนั้นก็คือ "บัญชี" เพราะมีข้อมูลมาบอกว่า เรียนบัญชีไม่ตกงานแน่นอน แต่ก็ไม่จริงเสมอไปอีก มีคนบอกว่า ถึงจะเรียนบัญชีก็ตกงานได้นะ ถ้าไม่ไดเรียนสายวิทย์สุขภาพยังไงก็ตกงาน

               ในเมื่อเรียนอะไรก็ตกงานกันไปหมด ดังนั้นเลือกอันที่ชอบเลยดีกว่า นั้นทำให้จุดสุดยอด...เป้าหมายสูงสุดคือเรียน "เศรษฐศาสตร์" ส่วน "บัญชี" นั้นก็รองลงมา

               จากที่กล่าวทั้งหมด ผมสามารถสรุปได้เลยว่า เจ้านี้แหละที่ผมเลือกจะเรียนต่อในระดับมหาลัยต่อไป ถึงจะรู้ตัวช้าไปซักหน่อยก็ตาม ด้วยเหตุต่างๆเหล่านี้้เอง ผมจึงเลือกเรียน "เศรษฐศาสตร์"  ครับ :D