แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักเรียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักเรียน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556

[ Review ข้อสอบ ] 7วิชาสามัญสุดซีดดด


เราจะรีวิวเฉพาะวิชาที่ตัวเรานั้นถนัดก่อนละกัน :P
ห่างหายกันไปนาน ไม่ใช่อะไรหรอกนาา มันไม่ว่างครับ
มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน ช่วงเดือนธันวาเนี่ย(ตัวเองสร้างเองทั้งนั้น)
เวลาแทบบไม่มี ในแต่ละวันมีเวลาว่างก็ได้แค่เล่นเฟซแปปๆก็หมดละ 555

          เข้าเรื่องเลยดีกว่า วันนี้วันที่ 5มค2013 เป็นวันสอบ "7วิชาสามัญ" ประจำปี 2556 ซึ่งการสอบเนี่ยมีทั้งหมด 7 วิชาเลยทีเดียว โอว้(คล้ายๆข้อสอบ Ent เลยล่ะ) ประกอบไปด้วย คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา อังกฤษ ภาษาไทย สังคมศึกษา โดยวันนี้(5มค2013) สอบไป 4 วิชาคือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ เคมี และชีววิทยา ตามลำดับ วิชาละ 90 นาที (ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป)

1 ภาษาไทย

          เริ่มด้วย ภาษาไทย เพราะสอบวิชาแรก ภาษาไทยก็คือภาษาไทย ก็เป็นข้อสอบภาษาไทย เอ่อ...คือมันไม่มีอะไรมากมาย สมเป็นข้อสอบภาษาไทยดี

          ข้อสอบภาษาไทยประกอบไปด้วยข้อสอบ 50ข้อ เป็นปรนัย 5 ตัวเลือก ระดับความยากง่าย คือไม่ยากไม่ง่าย ใครอ่านมาก็น่าจะทำได้เยอะ ใครไม่อ่านมาก็พอทำได้(คะแนนไม่เน่าแน่นอน) ไม่มีอะไรมาก แนวข้อสอบเหมือนปีที่แล้วเยอะพอสมควร เป็นการวิเคราะห์เยอะมาก(ประมาณ80%) ส่วนพวกจำๆมาตอบมีพอๆนิดๆ แต่จะทิ้งไม่ได้นาาา

          โดยรวมแล้วไม่ยากมาก เตรียมตัวมาดีก็อาจจะไม่ได้มากเท่า วิเคราะห์เป็น ใช่ต้องฝึกการวิเคราะห์หากเราจะเก็บคะแนนจากวิชานี้

2. คณิตศาสตร์

          ภาษาไทยเป็นวิชาที่ผมไม่ถนัดก็เลย น้อยหน่อย 555 สำหรับคณิตศาสตร์ที่สอบเป็นวิชาที่สองนั้น ไม่ใช่วิชาที่ยากอย่างที่คิดกันหรอก หากเทียบกับ PAT1 อ่านะ

          เรื่องที่ออกในคณิตศาสตร์ก็ออกแทบจะหมดทุกเรื่องเช่น ฟังก์ชั่น ตรีโกณ เอ็กโปร์แอนด์ลอกการิทึม ทฤษฎจำนวน เวคเตอร์ ภาคตัดกรวย จำนวนเชิงซ้อน สถิติ ความน่าจะเป็นและแคล เรื่องที่ไม่เห็นออกเลยคือ เซตและตรรกศาสตร์?? นั่นสิ ทำไม่มี อันนี้ตัวผมก็ไม่รู้เช่นกัน(บทเก็บคะแนนซะด้วย) ส่วนเรื่องที่ออกเยอะสุดก็ สถิติกับแคล นอกนั้นก็พอออกๆมาอ่านะ แต่ละเรื่องไม่ยากง่ายนะ คือ โจทย์ไม่พลิกแพลงมาก และไม่ค่อยผสมกับเรื่องอื่นเท่าไหร่(โจทย์ผสมก็มีบ้าง ความน่าจะเป็นผสมกับบทอื่นนี้มีอยู่แล้ว) 

ข้อสอบแบ่งเป็นสองพาร์ทดังเช่น PAT1 คือ อัตนัยและปรนัย

          อัตนัยมีแค่ 10 ข้อเท่านั้น และข้อละ 2 คะแนน ทั้งหมดก็ 20 คะแนนเอง(จากคะแนนเต็ม 100) ดังนั้นในพาร์ทนี้จึงง่ายมาก (ย้ำ ง่ายมาก) ใครที่อ่านมาดี ทำข้อสอบอื่นๆพอได้ ก็ได้เต็มพาร์ทนี้ไม่ยาก ก็เพราะมันง่าย !!(บางข้อมองตอบเถอะ)

          สรุปแล้วไม่ต้องสนใจพาร์ทนี้มากก็ได้ ทำได้ก็ได้ ทำไม่ได้ อย่างมเลย ผ่านไปเลย เอาเวลาไปทำพาร์ทปรนัยดีกว่า

          ปรนัยมีทั้งหมด 20ข้อ 5 ตัวเลือก ข้อละ4คะแนน(80คะแนนนะเออ) คะแนนน้อยคะแนนเยอะวัดกันตรงนี้แหละ ระดับความยากง่าย ผมจัดให้อยู่ในระดับปานกลาง คืออ่านมาดี ก็ทำได้เยอะ หากเจอโจทย์มาเยอะก็ได้เกือบเต็มไม่น่าจะยากเกินไปนะ แต่ถึงจะไม่ยากมาก เวลานี่แหละเป็นจำกัดล่ะ ดังนั้นต้องเร็วและรอบคอบ

          อย่างไรก็ตาม ถึงโจทย์จะพอถูไถ แต่คิดเลขผิดมันก็เท่านั้น(บางข้อมีช้อยให้ -*-)

          ข้อแนะนำคือ เริ่มทำข้อสอบ สำรวจให้หมดก่อนเลย และเลือกว่าจะทำข้อไหนๆ(ข้อที่มั่นใจว่าทำแล้วออกแน่ๆนะ) แล้วก็เลือกข้อที่น่าจะทำไว้(ไม่แน่ใจว่าจะได้คำตอบมั้ย) แล้วเลือกข้อที่ไม่ทำทิ้งไปเลย(จะกาเลยก็ได้สำหรับข้อที่ตัดทิ้ง)  สุดท้ายก็เลือกทำข้อที่จะทำก่อนเลย สำหรับเลือกทำพาร์ทไหนก่อน ผมขอแนะนำให้เลือกทำพาร์ทอัตนัยก่อน เพราะมันง่าย(ถึงจะคะแนนน้อยก็ตาม) หากทำอัตนัยข้อไหนทำไม่ได้ก็ผ่านไปเลย ไม่ต้องไปสนใจมันอีก

3 เคมี

          สำหรับคนที่ไม่ใช่สายวิทย์อย่างผม(ลาออกจากสายวิทย์มาเมื่อนานมาแล้ว) ก็รีวิวได้นะ เพราะผมก็เรียนวิทย์คณิตมา ฮ่าๆๆ

          ข้อสอบนั้นมี 50 ข้อ แต่ !! โจทย์หนึ่งข้อ หนึ่งหน้าครับ เอ้า จริงๆนะเนี่ย เห็นเพื่อนๆบ่นก็ว่ามันยากมาก แต่สำหรับผม มันไม่ได้ยากหรอก มันเยอะมากกว่าครับ

          เรื่องที่ออกก็เกือบทุกเรื่องนั้นแหละ ม4ม5ม6 กระจายเป็นหย่อมๆ ถ้าจะอ่านมาสอบ ก็ต้องอ่านมาทั้งหมด ไม่ต้องทิ้งเรื่องไหนเลยนะ

          เรื่องที่ออกเยอะแน่นอนก็ต้องปริมาณสาร ขอออกตัวเลยว่า ปริมาณสารไม่ยากอย่างที่คิดหรอก แต่มันเยอะเนี่ยสิ กรดเบสก็ออกไม่ยากเท่าไหร่ ไฟฟ้าเคมีนี่ไม่รู้ครับ เพราะผมไม่รู้เรื่องบทนี้เลยให้ตายเหอะ สุดท้ายเคมีอินทรีย์ออกง่ายพอสมควร (ที่บอกว่า ง่ายๆ ไม่ยากเท่าไหร่ นี่คือ เตรียมตัวมาดี ก็ทำได้)

4 ชีววิทยา

          ชีววิทยา มี 100 ข้อ (แต่ผมก็เสร่จก่อน 30นาที) ข้อสอบก็ทั่วไปมาก เหมือนข้อสอบ Ent เก่าเลยล่ะ ไปทำข้อสอบเก่าเยอะๆก็เก็บคะแนนวิชานี้ไม่ยากเลย

          เรื่องที่ออกเยอะเป็นเรื่อง "การรักษาดุลยภาพร่างกาย" ก็อย่างเช่น ระบบเลือด หัวใจ ฮอร์โมน อะไรประมาณนี้(ซึ่งเป็นบทที่ผมไม่ได้เลย) เรื่องเซลล์ก็ออกเยอะ พันธุกรรมออกเยอะเหมือนกัน DNA ออกเยอะมาก ระบบนิเวศออกเยอะ นอกนั้นก็แค่พอๆออกมาให้เห็น ส่วนเรื่องที่ไม่เห็นเลยคือ อนุกรมวิธาน การหายใจระดับเซลล์ พืช (เรื่องผมถนัดทั้งนั้น)

          ข้อแนะนำคือ อ่านมาเยอะๆล่ะกัน ทำข้อสอบเก่าๆก็ช่วยได้มาก(ขนาดผมที่ไม่อ่านชีวะมาตั้งแต่ ม5 ก็ยังพอถูไถ) เวลา 90นาที กับ 100ข้อ ไม่น่าจะน้อยเกินไปสำหรับคนเตรียมตัวมาดี

จบแล้ววันนี้ 4 วิชา เพราะสอบแค่นี้ พรุ่งนี้สอบอีก 3 วิชาคือ สังคม อังกฤษ และฟิสิกส์
จะมารีวิวต่อพรุ่งนี้

ขอบคุณครับ

          สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมีรีวิวข้อสอบ 7วิชาสามัญกันต่อนะครับ หลังจากอาทิตย์ที่แล้วได้พูดถึงวิชา คณิต ภาษาไทย เคมี ชีววิทยา ส่วนวันนี้เราจะมาพูดถึงวิชาสังคม อังกฤษ และฟิสิกส์กันเนอะ

          ก่อนจะเริ่มขอพูดถึงเรื่องนี้ก่อน เรื่องเวลาในการสอบ ไม่ใช่เวลาที่ใช้สอบหรอกนะ แต่หมายถึงช่วงเวลาที่ใช้ในการสอบ  การสอบ7วิชาสามัญนั้นใช้เวลาแค่ 2วันเท่านั้นเอง ซึ่งวันนึงก็สอบ 3-4 วิชาใช้เวลาในการสอบทั้งวันเลย ซึ่งมันเหนื่อยมากเกินไป อีกทั้งสอบเสาร์อาทิตย์ต่อ แล้วเด็กนักเรียนก็ต้องไปโรงเรียนตามปกติ ทำให้พวกเขาไม่ได้พัก สรุปต้องไปโรงเรียนติดต่อกันมากกถึง 10 วัน(ถ้าไม่ได้หยุดปีใหม่คงจะเป็น 12วัน) ซึ่งทำให้ผมนอนป่วยอยู่อย่างงี้ไง 555

          เริ่มจากวิชาภาษาอังกฤษก่อนละกันเนอะ

5 ภาษาอังกฤษ

          วิชานี้เรียกได้ว่า นรกแดก อีกวิชานึงเลยล่ะ ใครเขาก็บอกว่า ยากๆๆ ก็นะ มันยากจริงๆ แถมยังมีเวลา 90นาที กับข้อสอบ 80ข้อ เหอะๆๆ คิดว่าจะทันมั้ยล่ะ

          ตัวข้อสอบไม่มีการวัดแกรมม่าเลย(มีอยู่เล็กน้อยในพาร์ท Cloze Test ซึ่งมีไม่ถึง 10ข้อ) ตัวข้อสอบจะแบ่งเป็นสามพาร์ทใหญ่ดังนี้ บทสนทนา การอ่าน และการเขียน

          พาร์ท Conversation ถือว่าเป็นพาร์ทที่ง่ายที่สุด(สำหรับผมน่ะนะ) แต่คนอื่นเขาก็บอกว่ายากกันอยู่ดี ข้อสอบพาร์ทนี่ก็เหมือนคอนเวอร์ทั่วๆไป ถ้าอยากทำได้ก็ต้องรู้สำนวนมากหน่อย การดูซี่รี่ย์ฝรั่งช่วยได้เยอะเลยล่ะ มีประมาณ 20ข้อ

          การอ่านหรือ Reading ถือว่ายากและเยอะมาก สำหรับผม มีประมาณ 40ข้อได้ มีบทความประมาณ 4-6 นี่แหละ ไม่มากไปกว่านี้ คือ Passage นึงต่อ 10ข้อ อ่านะ ถือว่าโหดมาก คือมันถามละเอียด ต้องเข้าใจจริงๆถึงจะตอบได้ การรู้คำศัพท์มากก็ช่วยได้ และที่สำคัญต้องเร็วหากจะเก็บพาร์ทนี้(พาร์ทนี้เป็นพาร์ทคนทำไม่ทันเยอะ)

          พาร์ทสุดท้าย พาร์ท Writing มีสองแบบคือ Cloze Test กับเรียงประโยค มีประมาณ 20ข้อได้ Cloze Test 10ข้อ เรียงประโยค10ข้อประมาณนี้ Cloze Test มันจะให้มาเป็นบทความ และเว้นช่องว่าง หลายๆช่อง แต่ละข้อก็ช่องนึง จะมีแกรมม่ามาเกี่ยวข้อง ไม่ยากหรอก แต่ต้องเร็ว ส่วนเรียงประโยคนั้นถ้าใครแปลได้ก็ทำได้ง่ายๆเลย เรียงประโยคคล้ายๆกับในข้อสอบ GAT แต่ข้อนึงจะให้มา ห้าประโยค ABCDE แล้วช้อยก็จะเรียงมาให้ เช่น ก.CBAED ข.DEACB แบบนี้ ซึ่งทำให้เดาได้ไม่ยาก

6 สังคมศึกษา

          ข้อสอบวิชานี้ มีเพียงแค่ 50ข้อเท่านั้น ซึ่งเวลาเหลือเฟือเลยล่ะ ตัวขอสอบไม่ยากมากหรอก ข้อสอบออกครอบคลุมทั้งหมดทั้ง 5สาระเลยล่ะ ใครเก่งวิชานี้ก็น่าจะทำได้ไม่ยาก เพราะข้อสอบก็เหมือนข้อสอบสังคมทั่วๆไป

          ในสาระเศรษฐศาสตร์ออกอยู่ประมาณ 10 ข้อ ซึ่งง่ายมากๆ (เฉพาะสาระนี้แหละ :P) กฎหมายก็ไม่ได้ออกอะไรหวือหวา คือธรรมดาๆ เหตุการณ์ปัจจุบันก็ไม่ยักจะเห็น? ASEAN ออกอยู่ประมาณไม่กี่ข้อ

          ไม่ขอรีวิวอะไรมากในวิชานี้ เนื่องจากไม่ถนัดอย่างแรง จึงไม่หวังอะไรมาก ในวิชานี้

7 ฟิสิกส์

          แหวกแนวกับข้อสอบฟิสิกส์อื่นอย่างแรงและไม่เหมือน PAT2 เลยซักนิด จะเรียกได้ว่าแนวใหม่เลยก็ว่าได้

          คือจะว่าอย่างไรดี ข้อสอบฟิสิกส์ที่ไม่มีตัวเลขคำนวณ? ไม่ต้องกังวลแล้วล่ะว่าจะคิดเลขผิดหรืออะไร ฮ่าๆๆ ข้อสอบจะเป็นแนวให้ ตัวแปร มา แล้วก็เอาตัวแปรเหล่านั้นมายำๆกันด้วยสูตรฟิสิกส์ในหัวเรานี่แหละ มีข้อสอบแบบนี้ประมาณ 90% และข้อสอบมีทั้งหมด 25ข้อเท่านั้น(ให้อารมณ์เหมือน PAT1 เลยฮ่าๆ)

          เป็นที่น่าแปลกสำหรับฟิสิกส์ เพราะผมไปถามเพื่อนๆว่า เป็นไง ข้อสอบฟิสิกส์ยากไหม หลายๆคนก็บอกว่าง่าย บางคนบอกยาก บางคนบอกธรรมดา บางคนบอกยากโครต? ก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรกันแน่ คือคนที่บอกว่า ง่าย คือคนที่เก่งฟิสิกส์แบบใช้ฟิสิกส์หากิน(คืออ่านมาเยอะ) ส่วนคนที่บอกว่า ธรรมดา ก็พวกอ่านไว้บ้าง พวกบอกว่ายาก(เช่นผม) ไม่อ่านเชี่ยไรเลย แต่พอมีพื้นฐาน ส่วนพวกที่บอกว่ายากมาก ก็พวกไม่เอาอะไรกับฟิสิกส์อยู่แล้ว

          ที่ผมจะบอกคือ ข้อสอบ แบบนี้มันวัดคนได้จริงๆนั่นเอง ใครเก่งก็ได้คะแนนสูงไป ใครอ่อนก็คะแนนอ่อนไป ใครปานกลางก็ได้ปานกลางๆ ตามความรู้และการเตรียมตัว ถ้าอยากจะเก็บวิชานี้ คุณก็จะต้องเตรียมตัวมาดีๆหน่อยละกัน


          จบไปแล้วกับการรีวิวข้อสอบ เฮ้อ เหนื่อยๆนะ ว่ามั้ยกับการเป็นเด็กแอด 555

          เอาล่ะสนามต่อไปคือ O-Net กำลังเตรียมตัวอยู่เลยครับ(ว่างๆจะมีบอกล่ะกันว่าทำอะไรบ้าง :P)
และที่ขาดไม่ได้ จะต้องรีวิวอย่างแน่นอนเลยล่ะ


วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555

พ่อแม่? อุปสรรคต่อการเรียน?

      โอ้ว ชื่อบทความนี้ช่างล่อเป้าจริงๆ พ่อแม่จะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนได้อย่างไรกัน ไม่มีทางเป็นไปได้ พ่อแม่จะต้องเป็นใบเบิกทางให้เราสิ ใช่แล้ว พ่อแม่ไม่มีทางเป็นอุปสรรคต่อการเรียนแน่นอน แต่มันเหมือนกับว่าเป็นอุปสรรคจริงๆยังไงยังงั้น

      จะไม่ให้ถูกมองอย่างงั้นได้อย่างไรกันล่ะ ทั้งการที่พวกเขามาคิดแทนเรา บอกเราว่าต้องทำอะไรบ้าง เลือกคณะให้ว่าเราจะต้องเรียนต่ออันนี้นะ เลือกคอร์สเรียนให้ว่าเราต้องเรียนอะไรบ้าง หรือง่ายๆก็คือการบังคับสารพัดรูปแบบ โอ้ว มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนักหรอก และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่สมควรทำอะไรหรอกนะ แต่ถ้าเรามาลองคิดดูดีๆแล้ว การบังคับเหล่านี้ส่งผลอะไรหรือเปล่า? เช่น การที่ทำให้เราคิดไม่เป็น ตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องถามพ่อแม่ตลอด จนกระทั่งเป็นการทำร้ายจิตใจลูกหรือเปล่า อะไรประมาณนี้


      ทำไมพวกเขาถึงต้องบังคับเราล่ะ แน่นอนพวกเขาเหล่านั้นอยากให้เราได้ดิบได้ดี อยากให้เรามีความสุข หรืออยากให้เราสบาย แต่ลืมคิดอะไรไปหรือเปล่า เช่น ในยุคสมัยของเราการได้ดิบได้ดีมันต้องต่างกับยุคสมัยของพ่อแม่ การมีความสุขของแต่ละคนต่างกันแม้แต่คนเป็นพ่อแม่กับคนเป็นลูกก็ต่างกัน  พวกเขาลืมคิดไปหรือเปล่า ว่าเราก็มีความฝันที่ต้องการจะทำให้เป็นจริง ความสุขของเราเป็นอย่างไร คนที่รู้ดีที่สุดคือตัวเรา การตัดสินใจเลือกคณะที่ใฝ่ฝันมีผลต่อชีวิตทั้งชีวิตของเรา แล้วเราจะยอมให้คนอื่นตัดสินใจให้หรือ หากตัดสินใจผิด มันจะเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดในสามโลกเลยก็ได้นะ

      หน้าที่ของพวกเราคืออะไรในตอนนี้ ก่อนที่เราจจะไล่ล่าฝัน หรือทำความต้องการอะไรก็ตามให้เป็นจริง สิ่งที่ต้องทำคือ "ทำให้พ่อแม่เข้าใจให้ได้" ก่อน ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราต้องทำให้พ่อแม่เข้าใจเรา คุณจะยอมแพ้ ทำตามในสิ่งที่พวกเขาต้องการ(เหมือนจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่มันไม่ใช่)และทิ้งความฝันของคุณหรือ? จะยอมหรือเปล่าล่ะ ถ้าไม่ยอมคุณก็ต้องทำให้พวกเขาเข้าใจ โอเค มันอาจจะมีการทะเลาะเบาะแว้งกัน อาจจะมีความรุนแรงบ้าง หรือพ่อแม่โหดเกินไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราก็ต้องทำให้พวกเขาเข้าใจเรา วิธีไหน ก็ต้องค้ณหาเอาเอง พ่อแม่แต่ละคนไม่เหมือนกัน

      ใช่แล้ว พ่อแม่แต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมจะยกตัวอย่าง ครอบครัวหนึ่งที่มีพ่อแม่เข้าใจลูก ซึ่งหาได้ค่อนข้างยากทีเดียว เป็นครอบครัวของเพื่อนผมเองแหละ เพื่อนผมคนนี้เขาอยากเรียนอะไรที่มันเกียวกับศิลปะการออกแบบกราฟฟิคอ่านะ ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นคณะอะไร ผมก็ถามเขาว่า "ทำไมถึงเลือกคณะนี้ มันดีเหรอ" เขาตอบ "มันก็ต้องดีสิ เราอยากเรียน เราชอบ" ผมถามต่อ "อ่าวแล้วพ่อแม่แกให้เรียนเหรอ" "ก็ต้องให้เรียนสิ" "แปลกนะ ปกติเจอแต่พ่อแม่บังคับเรียน หมอ ทันตะ เภสัชกันหมด" "พ่อแม่เราเข้าใจเราน่ะ พวกเขาบอกว่า "เรียนอะไรก็เรียนไปเถอะ ขอให้ถนัด ขอให้ชอบก็พอ ไม่ต้องเลือกเพราะมันมีงานทำหรือมีเงินเดือน มีชื่อเสียง" เราก็เลยเลือกเรียนเจ้านี่ เพราะเราชอบ" น่าประหลาดใจนะครับ(สำหรับผมน่ะนะ) เพราะผมไปถามใครต่อใครว่าเลือกคณะอะไรก็จะเจอแต่ หมอ เภสัช ทันตะ หรือครู อะไรเทือกนี้ เหตุผลของแต่ล่ะคนนไม่เหมือนกัน บางคนก็บอกว่า พ่อแม่ให้เรียนตรงเลยๆ  บางคนก็บอกว่า ก็มันมีงานทำ เงินเดือนเยอะ น้อยคนนักที่จะบอกว่า อยากเรียนหรือชอบจริงๆ


      สรุปแล้ว พ่อแม่ไม่ใช่อุปสรรคของความฝันของเราหรอก พวกเขาเหล่านั้นก็มีจุดประสงค์เดียวกับเรานั้นแหละนะ เพียงแต่วิธีการแตกต่างกัน และวิธีการนั้นอาจจะทำให้เราไม่ไปถึงจุดหมายนั่นเอง สิ่งที่เราต้องคือ ทำให้พวกเขาเข้าใจ แค่นั้น ซึ่งพ่อแม่ของพวกเราพร้อมที่จะเข้าใจพวกเราอยู่แล้ว แต่อาจจะยากหน่อย แต่อยากให้ลองเปิดใจคุยกับพวกเขาดูหน่อย ทะเลาะกันบ้างเรื่องปกติ หากพวกเขายังไม่เข้าใจ เราอาจจะไปหาข้อมูลต่างๆมาสนับสนุนเรา ประมาณว่า เราเรียนอันนี้ดีอย่างไร เราชอบเรียนนะ การเรียนในสิ่งที่ชอบได้ผลลัพท์ที่ดีกว่าสิ่งที่ไม่ชอบ อะไรประมาณนี้

      อยากให้ทุกคนทำความฝันให้ได้ อยากให้ทุกคนเดินตามฝันของตัวเอง อย่าให้พวกเขาเป็นอุปสรรค พวกเขาต่างหากจะเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวไปสู่ฝัน


วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

คุณลักษณะของสถานศึกษาที่ดี

คุณลักษณะของสถานศึกษาที่ดี


          สถานศึกษาเป็นแหล่งความรู้ของสังคม สถานศึกษาเป็นสถานที่ที่สร้างปัญญาให้กับสังคม สถานศึกษาสร้างคนให้เป็นคน พัฒนาคน อาจจะเรียกสถานศึกษาอีกอย่างหนึ่งได้เลยว่า “สมองของสังคม”

สถานศึกษาคืออะไร ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว สถานศึกษาคือสมองของสังคม สถานศึกษานั้นมีอยู่หลายรูปแบบอย่างเช่น โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยี มหาลัยเทคนิค เป็นต้น เห็นได้ชัดเลยว่าสถานที่ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นแหล่งความรู้ทั้งนั้น

          สถานศึกษาคือสถานที่ที่ผู้คนต่างๆสามารถไปแสวงหาความรู สร้างปัญญาให้กับประชาชน พัฒนาผู้คน สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาประเทศต่อไป เช่นเดียวกับสมอง ที่เป็นปัญญาของมนุษย์ และใช้ปัญญานั้นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะเหตุนี้สถานศึกษาจึงมีความสำคัญสูง เมื่อมีความสำคัญสูง การดูแลหรือเอาในใส่จะต้องสูงตามไปด้วย เช่นเดียวกับสมองที่ต้องได้รับการดูแลอย่างดี

          ความจริงที่เกิดขึ้นนั้น สมองของสังคมเหล่านี้มีความหลากหลายมาก มีปรากฏอยู่ในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ในเมื่อมันมีอยู่หลากหลาย ส่งผลให้การดูแลเรื่องคุณภาพไม่ทั่วถึง อาจจะมีสถานศึกษาที่คุณภาพแย่ ไม่เหมาะแก่การสร้างคนอยู่บ้างแน่นอน

          คุณลักษณะที่ดีของสถานศึกษานั่นประกอบไปด้วยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น บรรยากาศที่น่าเรียน  คุณภาพเหล่าคณาจารย์ ความเพียบพร้อมของเครื่องไม้เครื่องมือ และที่สำคัญสถานศึกษาที่ดีจะต้องมีการวางแผนพัฒนาคนที่ดีเช่นกัน
          ประการที่ 1 บรรยากาศที่น่าเรียน นั่นก็คือมีบรรยากาศที่เย็นสบาย ล่มรื่น สดชื่น การสร้างบรรยากาศเหล่านี้ทำให้ผู้เรียนทีความผ่อนคลายมากขึ้น สมองปลอดโปร่ง ต่างกับการที่ต้องอยู่ในบรรยากาศอันร้อนอบอ้าว การที่สถานศึกษามีบรรยากาศที่น่าเรียน จะทำให้สถานศึกษานั้นเป็นสถานศึกษาที่ดี

          ประการที่ 2 คุณภาพเหล่าคณาจารย์ที่ดี หากเป็นสถานศึกษาประเภทโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย นั้นมีอาจารย์เป็นผู้ให้ความรู้แก่ผู้เรียน และในเมื่อเป็นถึงผู้มอบความรู้ จักต้องมีความสามารถที่สูง ความรู้ที่แก่กล้า ถึงสามารถเป็นอาจารย์ที่ดีได้ การที่สถานศึกษามีคุณภาพอาจารย์ที่ดี จะทำให้สถานศึกษานั้นเป็นสถานศึกษาที่ดี

          ประการที่ 3 ความเพียบพร้อมของเครื่องไม้เครื่องมือ นั่นคือ ประสิทธิภาพในการสอน อุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัยนั้นนำไปสู่ประสิทธิภาพการสอนที่ดี การใช้จอโปรเจคเตอร์ย่อมรวดเร็วกว่าใช้กระดานดำ การสอนว่ายน้ำก็ต้องมีสระว่ายน้ำ อุปกรณ์ทางกีฬา อุปกรณ์ทางดนตรี ต้องเพียงพอต่อความต้องการของผู้เรียน การที่สถานศึกษามีความพร้อมของเครื่องไม้เครื่องมือนั้น ย่อมทำให้สถานศึกษานั้นเป็นสถานศึกษาที่ดี

          ประการที่ 4 ซึ่งสำคัญที่สุด นั่นก็คือ การวางแผนพัฒนาคนที่ดี หรือที่เรียกว่า “หลักสูตร”ที่ดีนั่นเอง การวางแผนพัฒนาคนที่ดีนั่นจะต้องพิจารณาหลายอย่างประกอบกันและเป็นวงกว้าง ควรคำนึงถึงขีจำกัดของผู้เรียน คำนึงถึงคุณภาพของสถานศึกษา คณาจารย์ เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ คำนึงถึงปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งคำนึงความรู้ที่ผู้เรียนจะได้รับและนำไปใช้ได้ และต้องมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน คือจะวางแผนพัฒนาคนให้ผู้เรียนมีความรู้ไปทางใด เช่น สถาบันเทคโนโลยี ที่เน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ในเรื่องของเทคโนโลยี โรงเรียนดนตรีที่เน้นผู้เรียนไปเป็นเลิศด้านดนตรี เป็นต้น การวางแผนที่ดีนั้น ไม่ว่าประการที่ 1 2 หรือ 3 มีคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร แต่หากมีการวางแผนการพัฒนาคนที่ดี สถานศึกษานั้นย่อมเป็นสถานศึกษาที่ดีได้ไม่ยาก

          คุณลักษณะที่ดีของสถานศึกษานั้นประกอบไปด้วย 4 ประการหลักๆข้างต้น หากสถานศึกษาใดมี 4 ประการนี้ คงเป็นสถานศึกษาที่ดีได้ไม่ยาก

          การที่สถานศึกษาที่ดี มีคุณภาพนั้น ส่งผลให้ผู้ที่ได้รับความรู้จากสถานศึกษานั้น มีคุณภาพที่ดีเช่นกัน ผู้เรียน สามารถนำความรู้ไปแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างถูกต้อง สามารถนำความรู้ไปพัฒนาประเทศได้ถึงขีดสุด เห็นได้ว่าการที่สถานศึกษามีคุณภาพนั้น ส่งผลถึงการพัฒนาประเทศเลยทีเดียว





นายภูมิพิชญ์  เอี๊ยบทวี



วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

มาอัพคะแนนคณิตศาสตร์กัน !!




          พอพูดถึงเจ้านี้ บางคนถึงกับต้องร้อง อี๋ กันเลยทีเดียว  ก็มันเป็นวิชาที่ยากแสนยากน่ะสิ ทั้งเยอะ ทั้งเข้าใจยาก ไอเราก็ไม่เข้าใจจริงๆว่าพวกเก่งๆ ทำไมมันก็เก๊งเก่ง อย่างพวกเราๆเนี่ย ก็ไม่ได้ถึงกับโง่หรอกนะ แต่คะแนนออกมามันน้อยมว๊ากน่ะสิ


          แล้วยังไงน่ะเหรอ วิชานี้ไม่เหมือนวิชาอื่นหรอกนะ บางคนอาจจะมองว่าเหมือนฟิสิกส์หรือเคมีที่มีคำนวณเหมือนกัน แต่ความจริงแล้ว มันไม่เหมือนกันซักนิด คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องคิดวิเคราะห์มากกว่า โจทย์มีความหลากหลายมาก ต้องเข้าใจจริงๆถึงจะสามารถทำโจทย์ได้ ส่วนพวกฟิสิกส์หรือเคมี จะค่อนข้างตายตัวมากกว่า แบบถ้าจำสูตรได้ก็พอถูไถไปได้ แต่คณิตไม่ใช่ จำสูตรไปหมดเล่ม ก็ทำคะแนนได้ไม่ถึง 50% มันต้องใช้อะไรหลายอย่าง หากอยากได้คะแนนสูงๆ

          หลักๆเลยก็คือ

                    1) ความเข้าใจ ถ้าคุณไม่เข้าใจบทต่างๆเช่น เรื่องเซ็ต หากคุณไม่เข้าใจนิยามของมัน คุณจะทำได้ข้อสอบได้ยากล่ะ หรือไม่ได้ลย แค่จำสูตรไป คุณจะทำข้อสอบคณิตศาสตร์ไม่ได้เลย แค่รู้เพียงผิวเผินก็เช่นกัน ความเข้าใจอย่างถ่องแท้จะทำให้ข้อสอบคณิตศาสตร์ได้พอสมควรแล้วล่ะ (ที่บอกพอสมควรเพราะสำหรับการสอบแล้วมันไม่พอน่ะสิ)วิธีการอ่านให้เข้าใจนั้นไม่ยาก คุณอาจจะใช้เวลาในการเข้าใจนานหน่อย แต่มันก็คุ้มที่คุณจะเข้าใจมัน หรือคุณจะไปถามผู้รู้ ให้เขาอธิบายให้ฟัง คุณที่ควรไปถามคือติวเตอร์หรือครู เพราะคนเหล่านั้น รู้วิธีการที่จะทำให้คุณเข้าใจได้ดีที่สุด

                    2) ความคล่องแคล่ว คุณสมบัตินี้อาจจะไม่สำคัญ แต่สำหรับการสอบที่มีเวลาอันจำกัดแล้วสำคัญทีดียว ความคล่องแคล่วก็อย่างเช่น การคิดเลขเร็ว แยกตัวประกอบในใจ แก้สมการในใจ ประมาณนี้ สามารถโดยการทำข้อสอบไปเรื่อยๆ เยอะๆ(ข้อสอบเก่ามากมายเหลือเกิน) พยายามจับเวลาแต่ละข้อที่ทำและทำให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ อ้อ ที่สำคัญต้องใจเย็นและตั้งสติให้ดี ใช่แล้วล่ะ ต้องเร็วและต้องมีสติด้วย ถึงแม้ว่าคุณดข้อสอบแล้วทำได้หมด แต่ทำไม่ทันมันก็ไม่มีความหมาย

                    3) ความรอบคอบ คุณสมบัตินี้สำคัญพอกับๆข้อ 1 และ ข้อ 2 เพราะหากคุณขาดคุณสมบัติข้อนี้ไป คะแนนของคุณอาจจะตกต่ำเรี่ยดิน อย่างเช่น ลืมทำโน่น ลืมตรงนั้น ลืมตรงนี้ หากขาดคุณสมบัติจะทำให้คุณ "คิดว่า" คุณทำข้อสอบได้คะแนนเยอะ พอคะแนนสอบออกมาแล้วก็เงิบตามๆกัน(ผมเจอมาแล้ว 555) จะสร้างคุณสมบัติข้อนี้ ต้องเจอข้อสอบที่หลากหลายมากพอ เมื่อเกิดจุดผิดพลาดขึ้นมา อย่ารอช้า ดูข้อผิดพลาดนั้นซะ เกิดจากอะไร ทำความเข้าใจมันให้มากที่สุด บอกตัวเองว่าจะต้องไม่ผิดพลาดอีกในครั้งต่อไป



          3 ข้อหลักสุดยอดที่ผมคิดขึ้นเอง ฮ่าๆ แต่ก็ใช้ได้จริงเลยล่ะ ความเข้าใจ ความคล่องแคล่ว ความรอบคอบ นี่แหละจะช่วยอัพคะแนนคณิตศาสตร์ของเราได้มหาศาล.....เห็นได้ว่าผมไม่ได้พูดถึงการท่องจำเลย ใช่แล้วล่ะวิชานี้ไม่จำเป็นต้องท่องเลยจริงๆ เพียงคุณมีคุณสมบัติความคล่องแคล่ว ซึ่งเกิดจากทำโจทย์มาเยอะ สูตรจะเข้าไปอัดในหัวสมองคุณอัตโนมัติ

          *เคล็ดลับง่ายคือ อ่านให้เข้าใจ และทำโจทย์เยอะๆ แค่นี้แหละ



          แต่อุปสรรคก็ขวางกั้น อุปสรรคชิ้นโตๆ ซึ่งผ่านไปได้ยากเหลือเกิน จะอะไรเสียอีก "การเริ่มต้น" ไงล่ะ เจ้าอุปสรรคก้อนๆนี่แหละ จะทำลายความฝันที่จะพิชิตคณิตศาสตร์ของคุณ ก่อนที่คุณจะมี 3ข้อหลักนั้นได้ จะต้องผ่านเจ้าอุปสรรคนี้ก่อนเลย


          การเริ่มต้นไม่ใช่เรื่องยากหรอก เอาจริงๆแล้วคนที่ัตั้งใจจริง ก็ผ่านไปได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเราคงยากสินะ ผมจะบอกวิธีให้ ก่อนอื่นคุณต้องเปิดใจก่อนเป็นอันดับแรก ใช่แล้วล่ะการเปิดใจ ลบอคติต่อวิชานี้ออกไปให้หมด ยอมรับว่า เราจะต้องใช้วิชานี้นะ วิชานี้เป็นวิชาสำคัญนะ สำหรับการเรียนต่อของเรา บอกตัวเองแบบนี้ แล้วก็อดทนเริ่มต้นซะ หรือไม่ก็สร้างความอยากอ่านขึ้น สร้างความสนใจต่อวิชา ลองมองหาจุดที่น่าสนใจของมัน ลองทำเรื่องๆเล็กเกี่ยวกับวิชา ลองสนุกกับมัน รู้สึกของความท้าทายของโจทย์ต่างๆที่นำมาให้เราแก้

          สรุปก็คือ การเปิดใจ จะทำให้เริ่มต้นได้ไม่ยากในวิชานี้
          อย่างไรก็ตาม ความขยัน สำคัญมากที่สุดครับ :)


วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

โรงเรียนอันแสนน่าเบื่อ ~


          "โรงเรียน" เมื่อพูดคำๆนี้ขึ้น สำหรับพวกเราเหล่านักเรียนแล้ว คงมีไม่น้อยเลยล่ะ ที่จะบอกว่า "น่าเบื่อ" ก็มันน่าเบื่อจริงๆนี่นา ....เบื่อในอะไรหลายอย่างๆ ทั้งการเรียนการสอนที่แสนเซง กฏระเบียบที่ระเบียดจัดจนน่ารำคาญ ต้องไปตากแดดในตอนเช้าของทุกๆวัน แล้วยังต้องนั่งอดอู้อยู่ในห้องแคบๆอันแสนอบอ้าวกับเพื่อนรวมชะตากรรมอีกครึ่งร้อยทั้งวัน พร้อมกับครูที่บ่นเก่งยิ่งกว่าการสอนเสียอีก มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้ผมอยากไปโรงเรียนคือ....ไปหาเพื่อน...

          สาเหตุที่เราไม่อยากไปนั้นมีหลายสาเหตุมากมายแล้วแต่คน ผมคิดว่ามีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อยากมาโรงเรียนเพราะอยากเรียน สาเหตุที่นักเรียนทั้งหลาย ไม่อยากไปโรงเรียน มีอะไรบ้างนะ **ทั้งหมดนี้เขียนด้วยความคิดของผม ที่อยู่ในช่วงวัยเรียนนี่แหละ

สาเหตุแรกคือ"การเรียนการสอนที่น่าเบื่อ"


          ทำไมการเรียนการสอนถึงน่าเบื่อนั้นก็ประกอบไปด้วยหลายเหตุผล เรียนที่ไม่เข้าใจในเนื้อหา ครูสอนได้น่าเบื่อและไม่สนุก ครูเข้ามาก็บ่นนู่นนั้นนี่บ้างล่ะ ความไม่สนใจที่จะอยากรู้ในวิชานั้นบ้างล่ะ หรือแม้แต่อากาศที่ไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการเรียนการสอนที่น่าเบื่อแทบทั้งนั้น

          เห็นได้ว่าการเรียนการสอนที่น่าเบื่อมีสาเหตุมาจากทั้ง2คนเลยคือ ครูและนักเรียน สาเหตุที่มาจากครูคือ การสอนโดยที่ไม่สนุก การสอนโดยที่นักเรียนไม่เข้าใจ การสอนโดยที่ไม่อยากสอน การที่ไม่เข้าใจเด็ก เข้ามาในห้องเรียนแทนที่จะสอนหนังสือแต่กับบ่นนู่นนั้นนี่โดยที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน การอบรมสั่งสอนในเวลาที่ควรจะสอนหนังสือ หรืออื่นๆที่ผมนึกไม่ออก สิ่งเหล่านี้ผมไม่รู้อะไรมากหรอก เพราะผมไม่ใช่ครู แต่ก็เป็นสาเหตุของการเรียนการสอนที่น่าเบื่อ และนี่เป็นเพียงมุมมองของผมเท่านั้น

          ส่วนสิ่งที่เกิดจากตัวนักเรียนนั้นคือ ความไม่อยากเรียนนี่แหละ เรื่องแบบนี้มันแก้ยาก ถ้าหากเราไม่อยากเรียนวิชาอะไรซักอย่าง ถึงแม้ครูจะสอนดี สอนสนุก ห้องเรียนน่าเรียนแค่ไหนก็ตาม ตัวนีกเรียนมันก็เบื่ออยู่วันยังค่ำ

          การเรียนที่หนักเกินไปก็เช่นกัน การที่เราต้องนั่งเรียนทั้งวัน และอัดๆวิชาความรู้เข้ามาในหัวสมองของเรา ในทุกๆวันนั้นก็สร้างเหนื่อยล้าแก่นักเรียน รวมถึงครูที่ต้องสอนทั้งวันก็เหนื่อย แล้วยังทำให้การเรียนการสอนน่าเบื่อเพราะเหนื่อยล้าเกินไป ความสามารถในการเข้าใจวิชาความรู้ของนักเรียนยังลดลง

          ห้องเรียนที่ไม่น่าเรียนก็มีผลให้การเรียนการสอนมันน่าเบื่อเช่นกัน วันไหนที่ร้อนๆหน่อย พอเข้าไปในห้องจะร้อนแบบทวีคูณแบบหาที่เปรียบไม่ได้ อีกทั้งยังตั้งนั่งร้อนกับเพื่อนอีกครึ่งร้อย แน่นอนความอยากเรียนจึงแทบไม่มี ขณะเดียวกันหากได้ใช้ห้องแอร์ล่ะก็ ความปิติยินดีที่จะเรียนเพิ่มขึ้นแบบขีดสุด ไม่มีใครบ่นซักคนว่าไม่อยากเรียน

          นี่อาจจะเป็นสาเหตุของการเรียนกวดวิชาที่บูมขนาดนี้ เอาจริงๆแล้วกวดวิชาไม่จำเป็นเลยสำหรับนักเรียน เสียค่าใช้จ่ายก็มาก บางคนเดินทางข้ามจังหวัดมาเรียนเลยที่เดียว ทั้งๆที่นอนอ่านหนังสืออยู่บ้านก็ไม่ต่างกันมากหรอก แต่ทุกคนก็ยังอยากเรียนกันอยู่ อาจจะเป็นเพราะการเรียนการสอนที่น่าเบื่อในห้องด้วยล่ะ เพราะการเรียนกวดวิชานั้น แตกต่างกันมากกับการเรียนในห้องเรียน ครูสอนที่เฮฮา สนุกสนาน อีกทั้งยังสอนเนื้อหาได้เข้าใจมากกว่า ห้องเรียนที่น่าเรียนมากกว่า หรืออื่นๆที่ผมไม่ทราบ        

สาเหตุที่สองคือกฏระเบียบอันเข้มงวดของโรงเรียน


          เฮ้ พวกเราเป็นนักเรียนนะไม่ได้เป็นทหาร ถึงต้องเค้มงวดกฏระเบียบอะไรมากมายขนาดนั้น จุดประสงค์หลักๆของการตั้งโรงเรียนคืออะไร คือการที่นักเรียนมีความรู้ไม่ใช่เหรอ บางโรงเรียนเน้นกฏระเบียบมากกว่าการเรียนซะอีก แต่ก็อย่างว่า กฏระเบียบก็สำคัญ แต่นั้นไม่ใช่่ที่สุด และไม่ใช่สิ่งที่โรงเรียนต้องเน้น

          ความน่าเบื่อจึงเกิดขี้น นอกจากจะมีการเรียนการสอนที่น่าเบื่อแล้ว ยังกฏระเบียบที่จัดจนเครียดตาย แทนที่จะกังวลว่า "โอ้ว ยังไม่เข้าใจบทนี้เลยนะ" เป็นกังวล "ซวยแล้ววันนี้เรายังไม่ตัดผมเลย ทำอย่างไรดี" มันจะไม่ทำให้โรงเรียนน่าเบื่อได้อย่างไร

          เห็นได้ว่า โรงเรียนไม่ได้เน้นการเรียน(หรือจะเน้นมากไป จนมันน่าเบื่อ) จุดตายของการเรียนมันอยู่ตรงน่าเบื่อนี้แหละ การเรียนด้วยความไม่อยากรู้นั้น เป็นจุดจบการเรียนรู้เลย เพราะถึงแม้จะฝืนเรียนไป เราจะได้ความรู้ไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ


          ผมว่ามันน่าจะมีแค่สองสาเหตุนี้แหละ ถึงทำให้โรงเรียนมันน่าเบื่อ คุณอาจจะไม่เห็นด้วยนะ แต่ว่าสำหรับนักเรียนส่วนใหญ่แล้ว เหตุผลเหล่านี้ก็เป็นจริงทีเดียว ถ้าไม่อยากให้นักเรียนเบื่อการเรียน ก็ต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้นะครับ