แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความฝัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความฝัน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555

พ่อแม่? อุปสรรคต่อการเรียน?

      โอ้ว ชื่อบทความนี้ช่างล่อเป้าจริงๆ พ่อแม่จะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนได้อย่างไรกัน ไม่มีทางเป็นไปได้ พ่อแม่จะต้องเป็นใบเบิกทางให้เราสิ ใช่แล้ว พ่อแม่ไม่มีทางเป็นอุปสรรคต่อการเรียนแน่นอน แต่มันเหมือนกับว่าเป็นอุปสรรคจริงๆยังไงยังงั้น

      จะไม่ให้ถูกมองอย่างงั้นได้อย่างไรกันล่ะ ทั้งการที่พวกเขามาคิดแทนเรา บอกเราว่าต้องทำอะไรบ้าง เลือกคณะให้ว่าเราจะต้องเรียนต่ออันนี้นะ เลือกคอร์สเรียนให้ว่าเราต้องเรียนอะไรบ้าง หรือง่ายๆก็คือการบังคับสารพัดรูปแบบ โอ้ว มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนักหรอก และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่สมควรทำอะไรหรอกนะ แต่ถ้าเรามาลองคิดดูดีๆแล้ว การบังคับเหล่านี้ส่งผลอะไรหรือเปล่า? เช่น การที่ทำให้เราคิดไม่เป็น ตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องถามพ่อแม่ตลอด จนกระทั่งเป็นการทำร้ายจิตใจลูกหรือเปล่า อะไรประมาณนี้


      ทำไมพวกเขาถึงต้องบังคับเราล่ะ แน่นอนพวกเขาเหล่านั้นอยากให้เราได้ดิบได้ดี อยากให้เรามีความสุข หรืออยากให้เราสบาย แต่ลืมคิดอะไรไปหรือเปล่า เช่น ในยุคสมัยของเราการได้ดิบได้ดีมันต้องต่างกับยุคสมัยของพ่อแม่ การมีความสุขของแต่ละคนต่างกันแม้แต่คนเป็นพ่อแม่กับคนเป็นลูกก็ต่างกัน  พวกเขาลืมคิดไปหรือเปล่า ว่าเราก็มีความฝันที่ต้องการจะทำให้เป็นจริง ความสุขของเราเป็นอย่างไร คนที่รู้ดีที่สุดคือตัวเรา การตัดสินใจเลือกคณะที่ใฝ่ฝันมีผลต่อชีวิตทั้งชีวิตของเรา แล้วเราจะยอมให้คนอื่นตัดสินใจให้หรือ หากตัดสินใจผิด มันจะเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดในสามโลกเลยก็ได้นะ

      หน้าที่ของพวกเราคืออะไรในตอนนี้ ก่อนที่เราจจะไล่ล่าฝัน หรือทำความต้องการอะไรก็ตามให้เป็นจริง สิ่งที่ต้องทำคือ "ทำให้พ่อแม่เข้าใจให้ได้" ก่อน ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราต้องทำให้พ่อแม่เข้าใจเรา คุณจะยอมแพ้ ทำตามในสิ่งที่พวกเขาต้องการ(เหมือนจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่มันไม่ใช่)และทิ้งความฝันของคุณหรือ? จะยอมหรือเปล่าล่ะ ถ้าไม่ยอมคุณก็ต้องทำให้พวกเขาเข้าใจ โอเค มันอาจจะมีการทะเลาะเบาะแว้งกัน อาจจะมีความรุนแรงบ้าง หรือพ่อแม่โหดเกินไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราก็ต้องทำให้พวกเขาเข้าใจเรา วิธีไหน ก็ต้องค้ณหาเอาเอง พ่อแม่แต่ละคนไม่เหมือนกัน

      ใช่แล้ว พ่อแม่แต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมจะยกตัวอย่าง ครอบครัวหนึ่งที่มีพ่อแม่เข้าใจลูก ซึ่งหาได้ค่อนข้างยากทีเดียว เป็นครอบครัวของเพื่อนผมเองแหละ เพื่อนผมคนนี้เขาอยากเรียนอะไรที่มันเกียวกับศิลปะการออกแบบกราฟฟิคอ่านะ ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นคณะอะไร ผมก็ถามเขาว่า "ทำไมถึงเลือกคณะนี้ มันดีเหรอ" เขาตอบ "มันก็ต้องดีสิ เราอยากเรียน เราชอบ" ผมถามต่อ "อ่าวแล้วพ่อแม่แกให้เรียนเหรอ" "ก็ต้องให้เรียนสิ" "แปลกนะ ปกติเจอแต่พ่อแม่บังคับเรียน หมอ ทันตะ เภสัชกันหมด" "พ่อแม่เราเข้าใจเราน่ะ พวกเขาบอกว่า "เรียนอะไรก็เรียนไปเถอะ ขอให้ถนัด ขอให้ชอบก็พอ ไม่ต้องเลือกเพราะมันมีงานทำหรือมีเงินเดือน มีชื่อเสียง" เราก็เลยเลือกเรียนเจ้านี่ เพราะเราชอบ" น่าประหลาดใจนะครับ(สำหรับผมน่ะนะ) เพราะผมไปถามใครต่อใครว่าเลือกคณะอะไรก็จะเจอแต่ หมอ เภสัช ทันตะ หรือครู อะไรเทือกนี้ เหตุผลของแต่ล่ะคนนไม่เหมือนกัน บางคนก็บอกว่า พ่อแม่ให้เรียนตรงเลยๆ  บางคนก็บอกว่า ก็มันมีงานทำ เงินเดือนเยอะ น้อยคนนักที่จะบอกว่า อยากเรียนหรือชอบจริงๆ


      สรุปแล้ว พ่อแม่ไม่ใช่อุปสรรคของความฝันของเราหรอก พวกเขาเหล่านั้นก็มีจุดประสงค์เดียวกับเรานั้นแหละนะ เพียงแต่วิธีการแตกต่างกัน และวิธีการนั้นอาจจะทำให้เราไม่ไปถึงจุดหมายนั่นเอง สิ่งที่เราต้องคือ ทำให้พวกเขาเข้าใจ แค่นั้น ซึ่งพ่อแม่ของพวกเราพร้อมที่จะเข้าใจพวกเราอยู่แล้ว แต่อาจจะยากหน่อย แต่อยากให้ลองเปิดใจคุยกับพวกเขาดูหน่อย ทะเลาะกันบ้างเรื่องปกติ หากพวกเขายังไม่เข้าใจ เราอาจจะไปหาข้อมูลต่างๆมาสนับสนุนเรา ประมาณว่า เราเรียนอันนี้ดีอย่างไร เราชอบเรียนนะ การเรียนในสิ่งที่ชอบได้ผลลัพท์ที่ดีกว่าสิ่งที่ไม่ชอบ อะไรประมาณนี้

      อยากให้ทุกคนทำความฝันให้ได้ อยากให้ทุกคนเดินตามฝันของตัวเอง อย่าให้พวกเขาเป็นอุปสรรค พวกเขาต่างหากจะเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวไปสู่ฝัน


วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

"สอบไม่ติด" อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้

      มันอาจจะเป็นเรื่องดีนะ ถ้าพวกคุณไม่ติดคณะบ้าบออะไรที่พ่อแม่คาดหวังไว้หรือคณะดีๆที่คนเลือกเยอะเช่น คณะแพทย์ เภสัช ทันตะ หรือศึกษาศาสตร์ แต่ถ้าหากคณะเหล่านั้นเป็นคณะที่เราอยากเข้าจริงๆแบบ "โอ้ว นี้แหละทางเขาเรา เราจะเรียนคณะนี้แหละ ความสุขของเราอยู่ตรงนี้" ถ้าเกิดสอบไม่ติดขึ้นมา ผมก็ขอแสดงความเสียใจ แต่ในกรณีที่คณะเหล่านั้น ไม่ใช่ทางของเราหรือเราไม่ชอบซักนิด อยากเรียนเพราะจบมามีงานทำ เงินเดือนสูง เรียนเพราะพ่อแม่ต้องการให้เรียน ถ้าหากไม่ติดแล้วผมก็ไม่รู้สึกเสียใจกับคนเหล่านั้นเลยซักนิด(ผมกลับรู้สึกดีใจด้วยต่างหาก)


เพราะอะไรรู้ไหม ทำไมผมถึงไม่รู้สึกเสียใจ


          คนเหล่านั้นเลือกคณะพวกนั้นด้วยเหตุผลงี่เง่ายังไงล่ะ
          คุณคิดว่าคณะดีๆเหล่านั้นมันเปิดเท่าไหร่กันต่อปี?
          คุณจะไปแย่งที่คนที่ต้องการจริงๆ เหรอ?
          คุณจะไปแย่งทำลายความฝันของเขา ด้วยเหตุผลงี่เง่านี่น่ะเหรอ(เงินเดือนเยอะ พ่อแม่ต้องการให้เรียน)
          ผมว่ามันแปลกๆนะ

ทำไมเราถึงไม่ทำตามฝันของราล่ะ??


          ยุคสมัยนี้แล้ว ไม่มีอะไรปิดกั้นคุณหรอก
          อยากเป็นนักร้องเหรอ คุณเคยดูรายการ TheVoice ไหม??
          อยากเป็นนักแสดงเหรอ คุณก็ไปทำหน้าให้หล่อๆสวยๆ(ศัลยกรรม) ไปเรียนการแสดงซะสิ ไม่ก็แสดงอะไรเล่นๆผ่าน uTube หากคุณมีคุณภาพจริง มันก็จะดังแบบฉุดไม่อยู่
          อยากเป็นนักดนตรีเหรอ ฝึกซ้อมดนตรี แล้วอัพลง Utube มีคนพร้อมจะฟังเสียงคุณเยอะแยะ
          อยากเป็นนักเขียนเหรอ แต่งนิยายเอาไปลง DEK-D ซะ มีคนพร้อมจะอ่านให้คุณเยอะแยะ

ประเทศไทยเปิดคณะต่างๆมากมาย 


          คณะวิทยาศาสตร์ไม่ว่าสาขาอะไรก็ตาม คณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ที่คุ้นหูคณะเศรษฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ คณะธรณีวิทยาคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่มีสาขามากมาย สาขาคอมพิวเตอร์เป็นที่ต้องการมากมาย ในยุคITนี้คณะบัญชีที่บริษัททุกแห่งต้องการ คณะวิทยาการจัดการสำหรับนักธุรกิจไฟแรงคณะศิกษาศาสตร์พละะ ที่หลายคนมองข้าม คณะประมง คณะเกษตร มันไม่ดีอย่างไร?คณะสถาปัตย์ ศิลปกรรมศาสตร์ สำหรับเด็กART คณะอักษร มนุษย์สำหรับคนรักภาษา
นี้เป็นเพียงคณะทั่วไปเท่านั้น ยังไม่รวมคณะแปลกๆเช่น ธุรกิจไซเบอร์ ของ มศว นะครับ
มีอะไรอีกไม่รู้เยอะแยะ ลองไปหาดูไหม หาข้อมูลน่ะ

อาชีพใหม่มีมากขี้นเรื่อยๆ


          ลองคิดดูสิ โลกกำลังเกิดภาวะ โลกร้อน พลังงานต่างๆของโลกกำลังจะหมดไป?
          คณะอะไรล่ะที่เป็นประโยชน์ต่อเรื่องพวกนี้
          ลองหันไปมอง คณะวิทยาศาตร์และสิ่งแวดล้อม ดูสิ ไม่อยากพิทักษ์โลกหน่อยเหรอ

          เคยเรียนไหมวิชา ชีววิทยา......เรื่องอะไรนะ อ๋อ พวกพันธุกรรม พอจะรู้แล้วใช่ไหมว่า
          เดี๋ยวนี้เราทำอะไรได้บ้าง "ตัดต่อยีน" มันเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำลึก เราสามารถมีลูกตามคุณสมบัติที่ต้องการได้เชียวนะ
          เราสามารถมีสัตวเลี้ยงตามที่เราต้องการ เราจะมีเนื้อวัวคุณภาพดีๆกินตลอดเวลา ผักของเราจะไม่เน่าตาย ทนต่อสภาพอากาศ ปลูกได้ทั้งปี
          ทั้งหมดทั้งมวล ด้วยการตัดต่อยีน สิ่งมีชีวิตจะโลดเล่นได้มากมายคล้ายๆกับเกม SPORE เลยล่ะ
          คณะพันธุวิศวกรรม  ไม่อยู่ในสายตาเลยเหรอ

          รู้จัก ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC หรือเปล่า ที่มันกำลังจะเปิดอย่างสมบูรณ์ ในปี 2015 น่ะ คุณคิดอย่างไรล่ะ? การที่คนต่างชาติต่างภาษาต้องมาอยู่ในสังคมเดียวกัน พวกเขาจะต้องสื่อสารกันนะ สื่อสารด้วยอะไรล่ะ  ก็ต้อง ภาษา สิ ภาษามากมายเหลือเกิน ภาษาไทย ภาษาเวียดนาม ภาษาพม่า ภาษาลาว ภาษาเขมร แม้ว่าเราจะเขาจะเอาภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง แต่หากสื่อสารด้วยภาษาถิ่นคงจะได้เปรียบกว่า
          พวกมนุษยเวียดนาม มนุษยเขมร ไม่น่าสนใจเลยใช่ไหม

          อะไรอีกล่ะ ลองไปหาข้อมูลหน่อยก็ดีนะ ว่าตลาดสังคมต้องการอาชีพอะไรแล้วจะรู้สึกว่า "โอว้ ทำไมมันมีเยอะแยะอะไรอย่างงี้"


          *แนะนำหนังสือ "Future Career Future Education 3" หรือ "สาขาอาชีพแห่งอนาคต 3"
เขียนโดย อ.วิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์ เป็นหนังสือที่รวบรวมข้อมูลพวกนี้ครับ

          เลือกมาสิ คณะที่เราต้องการเรียนจริง ผมรู้อยู่หรอกว่าไม่ใช่พวกหมอ พวกทันตะ
          คุยกับตัวเองซะ  ทำความรู้จักกับตัวเองหน่อย
          อย่าตลกหน่อยเลย อย่าให้พ่อแม่เลือกให้หรือบังคับเราเลย
          ประกาศให้พวกท่านรู้ ว่าความต้องการของเราคืออะไร
          ฝันของเราคืออะไร เราอยากเรียนอะไร
          การเรียนในสิ่งที่ชอบ มันทำให้เรามีความสุขนะ
          จุดสูงสุดของความฝันเรา คือความสุขไม่ใช่เหรอ??

(พ่อแม่ก็อยากให้เรามีความสุข ทำไมท่านจะไม่เข้าใจเรา ;))

หยุดพยายามเพื่อสิ่งที่ไม่ใช่ฝันเถอะครับ

ผมอยากเรียนเศรษฐศาสตร์ครับ



               เหตุผลเพราะเรียนกับ ครูคนนึง ที่สอนเรื่องนี้ เมื่อตอนปิดเทอมใหญ๋แล้วติดใจอ่ะ มันเหมือนกับค้ณพบแล้วสิงที่ผมอยากเรียนจริงๆ ที่มั่นใจขนาดนี้เพราะอารมณ์ตอนเรียนเศรษฐศาสตร์ มันคนละเรื่องกับเรียนพวกสายวิทย์เลย ผมอาจจะชอบมันมาตั้งนานแล้วก็ได้ แต่เพิ่งรู้ตัว ฮ่าๆ วิชานี้แหละ ใช่ สิ่งที่ผมต้องการรู้คือเจ้านี้ สิ่งที่ผมต้องการใช้ในอนาคตไม่ใช่วิทยาศาสตร แต่เป็นคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ต่างหาก !!


               วิทย์ก็เรียนมาตั้งเยอะแยะ นี่จะทิ้งหรอกเหรอ ใช่แล้ว ผมจะทิ้งมันทั้งหมดเลย และไม่รู้สึกเสียดายด้วย เพราะ ผมไม่รู้สึกอยากจะเรียนมันอีกต่อไป โอเค เก็บไว้สอบบ้าง พอสอบแล้วก็ลืมๆไปซะ ที่ผมไม่เสียดายเพราะผมคิดว่าความรู้แค่เท่าที่ผมรู้เนี่ย มันเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนน้อยนิด ไม่ถึงเสี้ยวของความรู้วิทย์ทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ แต่มันก็เป็นพื้นฐานในขั้นสูงต่อไป แต่ในเมื่อผมไม่อยากเรียนสายนี้แล้ว ผมจึงสามารถทิ้งความรู้พวกนี้อย่างไม่เสียดาย

               ไม่รู้สิพวกสายวิทย์ผมว่ามันงั้นๆอ่ะ ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ เวลาเจอวิทยาการใหม่ๆ ผมมักจะสนใจแค่ว่า มันทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้สนใจเลยว่า มันทำได้ยังไง มันทำให้การเรียนพวกวิทย์มันน่าเบื่อไปเลย ข้อสอบก็ง่ายแทนสูตรๆ ชิ้งๆๆ จบ เรียนเรื่องใหม่ๆก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรอีกแล้ว

               ต่างกับตอนเรียนเศรษฐศาสตร์โดยสิ้นเชิง ผมรู้สึกอิ้งนะว่า ว้าว มันเป็นแบบนี้เหรอมันอธิบายได้ด้วยเหรอ กลไกแบบนี้มันเป็นแบบนี้จริงๆเหรอ ผมอยากจะเข้าใจมันแบบหมดเปลือกเงินเฟ้อ เงินฝืด ทำไมของราคาเพิ่มราคาลด กลไกตลาด อุปสงค์ อุปทาน เกี่ยวอะไรกับการลงทุน

               ความจริงแล้วเรียนเศรษฐศาสตร์ก็เหมือนกับพวกเรียนวิทย์นั้นแหละ แต่องค์ความรู้ต่างกันเท่านั้น เพราะเศรษฐศาสตร์ ก็เรียนไปเพื่อจะอธิบายปรากฏการณ์เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ (แต่นี้ไม่ใช่ความหมายจริงๆของเศรษฐศาสตร์หรอกนะ) เหมือนกับวิทย์ที่เรียนไปเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์กับนักเศรษฐศาสตร์ก็คล้ายๆกัน แค่เรียนเรื่องที่ต่างกันและอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นต่างกัน เท่านั้นเอง นักเศรษฐศาสตร์จึงต้องหัวดีพอๆกับนักวิทยาศาสตร์เลยนะ

               อีกอย่างก็คือ ผมรู้สึกว่า เศรษฐศาสตร์มันสามารถใช้ได้จริงในสังคมเลยล่ะ ผมสามารถใช้ความรู้ด้านนี้ในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ถ้าผมเรียนลึกซึ้งกว่านี้คงจะสุดยอดไปเลยว่าป่ะ สามารถอธิบายอะไรหลายๆอย่างที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในเศรษฐกิจในชีวิตจริงหรือเกมก็ยังได้ ผมว่ามันเจ๋งโครตๆ ต่างกับความรู้สึกของผมที่มีต่อสายวิทย์ ที่ผมไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้จริงได้ยังไง

               แต่ความจริงอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นก็คือ เรียนเศรษฐศาสตร์ แมร่งตกงาน ผมว่าจริงแท้แน่นอน เห็นในหลายๆบอร์ด ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตหลายๆที่  ฃทำให้ผมค่อนข้างที่จะหวั่นไหว ก็เลยคิดว่าเลือกในสิ่งที่ ไม่ตกงาน และใกล้เคียงกันนั้นก็คือ "บัญชี" เพราะมีข้อมูลมาบอกว่า เรียนบัญชีไม่ตกงานแน่นอน แต่ก็ไม่จริงเสมอไปอีก มีคนบอกว่า ถึงจะเรียนบัญชีก็ตกงานได้นะ ถ้าไม่ไดเรียนสายวิทย์สุขภาพยังไงก็ตกงาน

               ในเมื่อเรียนอะไรก็ตกงานกันไปหมด ดังนั้นเลือกอันที่ชอบเลยดีกว่า นั้นทำให้จุดสุดยอด...เป้าหมายสูงสุดคือเรียน "เศรษฐศาสตร์" ส่วน "บัญชี" นั้นก็รองลงมา

               จากที่กล่าวทั้งหมด ผมสามารถสรุปได้เลยว่า เจ้านี้แหละที่ผมเลือกจะเรียนต่อในระดับมหาลัยต่อไป ถึงจะรู้ตัวช้าไปซักหน่อยก็ตาม ด้วยเหตุต่างๆเหล่านี้้เอง ผมจึงเลือกเรียน "เศรษฐศาสตร์"  ครับ :D

ใครๆก็เริ่มจากผลงานห่วยๆทั้งนั้น



               อยากเป็นนักเขียนครับ ผมอยากเป็นนักเขียน ผมตะโกนออกไปดังๆ ประกาศตัวเองตรงนี้ เพื่อเหล่าประชาชีได้รับทราบ และเมื่อประกาศออกไปแล้วก็ต้องรับผิดชอบด้วยล่ะ รับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองยืนยัน

               แต่อย่างไรก็ตามแค่ตะโกนออกไปดังๆแค่นั้น ไม่ได้ช่วยอะไรมากไปกว่าเรียกพลังเท่านั้น เพราะจะเป็นนักเขียนก็ต้องเขียน ดังนั้นเขียนออกมาเลย เขียนไปตามที่ใจคิด ไม่ต้องกลัวหรอกว่าผลงานเขียนของเรามันจะห่วย  คนที่ทำให้ผลงานชิ้นแรกแล้วดีเลิศเพอร์เฟคน่ะ มีแต่คนที่มีพรสวรรค์มาตั้งแต่เกิดเท่านั้น ดังนั้นจงเขียนซะ

               เขียน...ว่าแต่จะเขียนอะไร เรื่องนี้ตอบยากนะ เพราะว่านักเขียนทุกคนก็เขียนไปตามใจตัวเองทั้งนั้น บางคนชอบอ่านนิยาย ก็เขียนนิยาย บางคนชอบอะไรที่มันเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ บางคนอยู่เมืองนอก ก็เขียนเล่าว่าการอยู่ที่นั้นเป็นอย่างไร บางคนไปประสบกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน ก็เขียนเล่ากัน บางคนรู้เรื่องนู่นนั้นนี่มาก ก็เขียนในสิ่งที่ตนรู้ออกมา บางคนจินตนาการสูง ก็เล่าจินตนาการออกมาในรูปของการเขียน .....ประมาณว่าเขียนตามใจตัวนักเขียนนั้นเอง

               เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะเดินทางบนเส้นทางนักเขียน ก็จะต้องยอมรับในสิ่งที่นักเขียนหน้าใหม่จะประสบพบเจอ คือ ผลงานชิ้นแรกที่แสนห่วย และ ผลงานชิ้นต่อไปก็ยังห่วย ต่อไปก็ห่วย ห่วยๆๆๆๆ ........ เหตุผลที่มันห่วยตลอดเพราะเราเป็นนักเขียนหน้าใหม่? ถูกแล้วล่ะ เราเป็นนักเขียนหน้าใหม่ อย่าแปลกใจและอย่าเพิ่งน้อยใจ ดูอย่างนักกีฬาอะไรก็ได้ นักกีฬาพวกนั้นตอนเล่นๆแรกมันก็ต้องห่วยสิถูกมั้ย เล่นเทนนิสตีลูกไม่โดนบ้างล่ะ เล่นฟุตบอลเตะเข้าประตูตัวเองบ้างล่ะ นั้นก็คือมันไม่แปลกเลยซักนิด ที่ครั้งแรกมันจะห่วยบรม

               ถ้าอยากเป็นนักเขียนมือฉบัง เขียนอะไรไปใครๆก็ให้ความสนใจ สิ่งที่จะต้องทำคือ "ฝึกฝน" ฝึกฝนสำหรับนักเขียนคืออะไร นั้นคือ "อ่าน" เยอะๆ และ "เขียน" เยอะๆ ทำไมถึงต้องอ่าน เราอ่านเพื่อดูว่าคนอื่นนั้นเขียนอย่างไร อาจจะศึกษาการใช้ภาษา หรืออื่นๆ คล้ายๆกับเก็บประสบการณ์ ถ้าเทียบกับการเล่นกีฬาหรือการเรียนก็คือ เรียนภาคทฤษฏี ส่วนการเขียนนั้นก็เหมือนภาคปฏิบัติ ลงมือทำจริง มันถึงจะเห็นผล

               แต่ก็ใช่ว่าฝึกแค่เดือนสองเดือนจะเป็นนักเขียนได้โดยทันที อาจจะเวลาฝึกหลายปีเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นต้องคอยรับมือในเรื่องนี้เอาไว้ เพราะเราไม่สามารถที่จะอยู่ได้ทั้งปีโดยไม่มีเงิน เป็นผลให้นักเขียนจะต้องมีงานทำ จะเป็นงานอะไรก็ได้ทั้งนั้นที่จะพอกินไปทั้งปีหรือจะเป็นงานที่ชอบก็ได้ แต่ไม่ต้องกลัวไม่มีเวลาเขียนหรอกนะ เพราะนักเขียนส่วนใหญ่เขาก็ใช้เวลาว่างนี้แหละเขียน

               อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดที่นักเขียนจะต้องมีคือ การมีความสุขและความสุขกับการเขียน มันเป็นคุณสมบัติสำคัญเลยล่ะ ถ้าเขียนแล้วไม่มีความสุข ก็ไม่ต้องมาเป็นนักเขียนหรอก ไปเป็นอย่างอื่นเลยดีกว่า

               เห็นได้ว่าการเป็นนักเขียนมันไม่ใช่เรื่องยากมากมาย และก็ไม่ใช่เรื่องง่ายจนเกินไป เพียงแค่มีความมุ่งมั่นจริงก็เป็นนักเขียนได้ ที่ผมเขียนไปทั้งหมดในบทความนี้เป็นสิ่งที่ผมมองนักเขียนในมุมของผมเอง อย่าเชื่อไปซะหมดล่ะ และที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ คือผลงานชื้นห่วยบรมของผมอยู่ เพราะมันคือผลงานขิ้นแรก ต้องขอบคุณมากจริงๆเลยครับที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ขอบคุณสำหรับความอดทนที่ทนอ่านผลงานห่วยๆนี้ ขอบคุณจริงๆครับ 

                 " ไม่มีทางที่จะสำเร็จ หากขาดความเชื่อมั่นและความพยายามตั้งใจจริง "