หลังจากเรียนมัธยมปลายมานานถึง 3 ปี และวันนี้ก็เป็นวันปิดเทอมสุดท้ายของ ม6 หรือพูดง่ายๆก็คือ เรียนจบ ม.ปลาย แล้ว นับว่าปิดเทอมที่ผ่านมาทั้งหมด เป็นอะไรที่เหนื่อยมากๆ เพราะต้องเรียนกวดวิชากันแสนสาหัส(พึ่งมารู้ตอนนี้ว่า ไม่ได้ใช้อะไรเลย) อาจเป็นเพราะการวางแผนที่ห่วยแตกของเรา การไม่รู้ว่าเราอยากเป็นอะไรในตอนแรก(ตอนนี้รู้แล้วล่ะ) จะทำให้พ่อแม่เสียเงินมากแค่ไหน(อันนี้เจ็บใจสุด) อย่างไรก็ตาม มันก็ผ่านมาแล้วล่ะนะ มองอนาคตและปัจจุบันดีกว่า
พูดถึงปัจจุบัน ก็อย่างที่บอก ตอนนี้ปิดเทอมอยู่ ปิดเทอม 3 เดือนซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน(สำหรับผมน่ะนะ) เวลาอันยาวนานที่ไม่มีภาระอันใด ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก แต่พอได้ไปอ่านกระทู้บางกระทู้ใน Pantip มันก็คิดอะไรได้บางอย่างอ่ะนะ เลยไม่อยากเสียเวลา 3 เดือนอันมีค่าเหล่านี้ทิ้งไปเลย
ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่วันสอบวันสุดท้าย ผมก็เล่นแต่เกมมาตลอด เกมที่เล่นก็เกม Dragon Nest ที่เล่นประจำ ผมจริงจังกับมันมาก ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมนึกถึงแต่เกมๆนี้ตลอด ก็มันอดใจมานานแล้ว ขอปลดปล่อยซะบ้าง แต่กระทู้ Pantip ที่ว่านี้ มันทำให้ผมเริ่มตระหนัก
ตระหนักต่ออะไร? ตระหนักต่ออนาคตข้างหน้า หลังจากนี้ 3 เดือนผมจะเป็นยังไง? นั้นแหละที่ผมกำลังคิด ช่วงเวลาระหว่าง ร่ำเรียน 4ปีในรั้วมหาลัย จะเกิดอะไรขึ้น ผมไม่รู้เลย และหลังจากนั้นล่ะ หลังจากจบแล้วผมจะอยู่ได้หรือเปล่า ความกังวลเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ผมก็ลืมมันไปหมดตอนกำลังอ่านหนังสือสอบ ก็ได้แต่อ่านเรื่องราวที่เขาเล่ากันมาในเว็บ Pantip อ่านะ แต่ละคนนี้ช่างฮาร์ดคอเสียจริงๆ
กระทู้ที่ว่า ไม่ใช่กระทู้เเกี่ยวกับการเรียนอะไรหรอก แต่เป็นกระทู้เกี่ยวกับการใช้เงิน หัวเรื่องเขาถามเหล่าสมาชิกว่า "คุณเคยถังแตกไหม" เป็นคำถามที่ผมคิคว่าธรรมดามากๆ แต่พอผมได้อ่าน...โอ้โห แต่ละคนสุดยอดทั้งนั้น พวกเขาต่างเล่าประสบการณ์การถังแตกของตัวเอง เล่าถึง ณ เวลาที่พวกเขาไม่มีเงิน พวกเขาอยู่ได้อย่างไร แก้ปัญหาอย่างไร กระทู้นี้ทำให้ผมรู้จักกับการไม่มีเงิน ทำให้ผมได้รู้ถึงความสำคัญของเงินว่ามันมมีความสำคัญมากมายแค่ไหน ตลอดเวลาที่ผมใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย(แม้แต่ตอนนี้) ผมก็ไม่ได้รู้สึกตัวหรอกว่ามันฟุ่มเฟือย ไม่ได้คิดด้วยซ้ำ รู้แต่เพียงว่า ถ้าไม่มีเงิน ก็ขอพ่อแม่ แค่นั้นไม่มีอะไรมาก ทั้งๆที่เงิน มันไม่ได้เสกขึ้นมา
นั้นคือเหตุผลที่ 3 เดือนนี้ผมไม่อยากเสียเวลา ผมกลัวว่า ถ้าเกิดอยู่ห่างบ้าน ไปเรียนหนังสือแล้วเกิดขาดสน เราจะทำยังไง? ถ้าเรายังหาเงินไม่เป็น เราก็อยู่ไม่รอด ผมอยากใช้เวลา 3 เดือนนี้ให้มีค่า มากกว่าจะอยู่เฉยๆ อย่างน้อยก็รู้จักวิธีการหาเงินเสียบ้าง แต่ปัญหาคือจะทำยังไง ผมไม่รู้อะไรเลย
ในที่สุดก็ได้คำตอบสำหรับ 3 เดือนที่จะไม่สูญเปล่า ผมวางแผนไว้ว่า จะหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ เรื่องที่หาไม่ได้จากการเรียน ประสบการณ์การทำงานต่างๆ เช่น การเปิดร้านอาหาร การขายของเล็กๆน้อยๆ การเป็นคนเสิร์ฟ หรือแม้แต่การเก็บขยะไปขาย ให้ตายเหอะ อย่าดูถูกเชียวนะ อย่างน้อยๆพวกเขาก็หาเงินได้ ในขณะที่ผม ทำเรื่องเหล่านั้นยังไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ หรือจะให้พูดอีกแบบก็ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการทำงาน ไม่ว่าในระดับไหน ประมาณนั้น ปัญหาคือไม่รู้ว่า จะหาข้อมูลจากไหน คงเริ่มจากเซิร์จหาใน Google ไม่ก็ไปหาในร้านหนังสือ ห้องสมุด.....อืม...ม.....อาจจะถึงต้องถามเหล่าผู้ประกอบการเอง ไม่รู้แบบฟอร์มการถาม...................เอาเป็นว่า ขอจบอินทรี่ กับการระบายความเครียด(มั้ง) อย่างน้อยๆตอนนี้ก็รู้แล้วว่าจะทำอะไร ขอบคุณที่อ่านจนจบ ขอบคุณครับ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครียด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครียด แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556
วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555
พ่อแม่? อุปสรรคต่อการเรียน?
โอ้ว ชื่อบทความนี้ช่างล่อเป้าจริงๆ พ่อแม่จะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนได้อย่างไรกัน ไม่มีทางเป็นไปได้ พ่อแม่จะต้องเป็นใบเบิกทางให้เราสิ ใช่แล้ว พ่อแม่ไม่มีทางเป็นอุปสรรคต่อการเรียนแน่นอน แต่มันเหมือนกับว่าเป็นอุปสรรคจริงๆยังไงยังงั้น
จะไม่ให้ถูกมองอย่างงั้นได้อย่างไรกันล่ะ ทั้งการที่พวกเขามาคิดแทนเรา บอกเราว่าต้องทำอะไรบ้าง เลือกคณะให้ว่าเราจะต้องเรียนต่ออันนี้นะ เลือกคอร์สเรียนให้ว่าเราต้องเรียนอะไรบ้าง หรือง่ายๆก็คือการบังคับสารพัดรูปแบบ โอ้ว มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนักหรอก และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่สมควรทำอะไรหรอกนะ แต่ถ้าเรามาลองคิดดูดีๆแล้ว การบังคับเหล่านี้ส่งผลอะไรหรือเปล่า? เช่น การที่ทำให้เราคิดไม่เป็น ตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องถามพ่อแม่ตลอด จนกระทั่งเป็นการทำร้ายจิตใจลูกหรือเปล่า อะไรประมาณนี้
ทำไมพวกเขาถึงต้องบังคับเราล่ะ แน่นอนพวกเขาเหล่านั้นอยากให้เราได้ดิบได้ดี อยากให้เรามีความสุข หรืออยากให้เราสบาย แต่ลืมคิดอะไรไปหรือเปล่า เช่น ในยุคสมัยของเราการได้ดิบได้ดีมันต้องต่างกับยุคสมัยของพ่อแม่ การมีความสุขของแต่ละคนต่างกันแม้แต่คนเป็นพ่อแม่กับคนเป็นลูกก็ต่างกัน พวกเขาลืมคิดไปหรือเปล่า ว่าเราก็มีความฝันที่ต้องการจะทำให้เป็นจริง ความสุขของเราเป็นอย่างไร คนที่รู้ดีที่สุดคือตัวเรา การตัดสินใจเลือกคณะที่ใฝ่ฝันมีผลต่อชีวิตทั้งชีวิตของเรา แล้วเราจะยอมให้คนอื่นตัดสินใจให้หรือ หากตัดสินใจผิด มันจะเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดในสามโลกเลยก็ได้นะ
หน้าที่ของพวกเราคืออะไรในตอนนี้ ก่อนที่เราจจะไล่ล่าฝัน หรือทำความต้องการอะไรก็ตามให้เป็นจริง สิ่งที่ต้องทำคือ "ทำให้พ่อแม่เข้าใจให้ได้" ก่อน ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราต้องทำให้พ่อแม่เข้าใจเรา คุณจะยอมแพ้ ทำตามในสิ่งที่พวกเขาต้องการ(เหมือนจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่มันไม่ใช่)และทิ้งความฝันของคุณหรือ? จะยอมหรือเปล่าล่ะ ถ้าไม่ยอมคุณก็ต้องทำให้พวกเขาเข้าใจ โอเค มันอาจจะมีการทะเลาะเบาะแว้งกัน อาจจะมีความรุนแรงบ้าง หรือพ่อแม่โหดเกินไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราก็ต้องทำให้พวกเขาเข้าใจเรา วิธีไหน ก็ต้องค้ณหาเอาเอง พ่อแม่แต่ละคนไม่เหมือนกัน
ใช่แล้ว พ่อแม่แต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมจะยกตัวอย่าง ครอบครัวหนึ่งที่มีพ่อแม่เข้าใจลูก ซึ่งหาได้ค่อนข้างยากทีเดียว เป็นครอบครัวของเพื่อนผมเองแหละ เพื่อนผมคนนี้เขาอยากเรียนอะไรที่มันเกียวกับศิลปะการออกแบบกราฟฟิคอ่านะ ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นคณะอะไร ผมก็ถามเขาว่า "ทำไมถึงเลือกคณะนี้ มันดีเหรอ" เขาตอบ "มันก็ต้องดีสิ เราอยากเรียน เราชอบ" ผมถามต่อ "อ่าวแล้วพ่อแม่แกให้เรียนเหรอ" "ก็ต้องให้เรียนสิ" "แปลกนะ ปกติเจอแต่พ่อแม่บังคับเรียน หมอ ทันตะ เภสัชกันหมด" "พ่อแม่เราเข้าใจเราน่ะ พวกเขาบอกว่า "เรียนอะไรก็เรียนไปเถอะ ขอให้ถนัด ขอให้ชอบก็พอ ไม่ต้องเลือกเพราะมันมีงานทำหรือมีเงินเดือน มีชื่อเสียง" เราก็เลยเลือกเรียนเจ้านี่ เพราะเราชอบ" น่าประหลาดใจนะครับ(สำหรับผมน่ะนะ) เพราะผมไปถามใครต่อใครว่าเลือกคณะอะไรก็จะเจอแต่ หมอ เภสัช ทันตะ หรือครู อะไรเทือกนี้ เหตุผลของแต่ล่ะคนนไม่เหมือนกัน บางคนก็บอกว่า พ่อแม่ให้เรียนตรงเลยๆ บางคนก็บอกว่า ก็มันมีงานทำ เงินเดือนเยอะ น้อยคนนักที่จะบอกว่า อยากเรียนหรือชอบจริงๆ
สรุปแล้ว พ่อแม่ไม่ใช่อุปสรรคของความฝันของเราหรอก พวกเขาเหล่านั้นก็มีจุดประสงค์เดียวกับเรานั้นแหละนะ เพียงแต่วิธีการแตกต่างกัน และวิธีการนั้นอาจจะทำให้เราไม่ไปถึงจุดหมายนั่นเอง สิ่งที่เราต้องคือ ทำให้พวกเขาเข้าใจ แค่นั้น ซึ่งพ่อแม่ของพวกเราพร้อมที่จะเข้าใจพวกเราอยู่แล้ว แต่อาจจะยากหน่อย แต่อยากให้ลองเปิดใจคุยกับพวกเขาดูหน่อย ทะเลาะกันบ้างเรื่องปกติ หากพวกเขายังไม่เข้าใจ เราอาจจะไปหาข้อมูลต่างๆมาสนับสนุนเรา ประมาณว่า เราเรียนอันนี้ดีอย่างไร เราชอบเรียนนะ การเรียนในสิ่งที่ชอบได้ผลลัพท์ที่ดีกว่าสิ่งที่ไม่ชอบ อะไรประมาณนี้
อยากให้ทุกคนทำความฝันให้ได้ อยากให้ทุกคนเดินตามฝันของตัวเอง อย่าให้พวกเขาเป็นอุปสรรค พวกเขาต่างหากจะเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวไปสู่ฝัน
จะไม่ให้ถูกมองอย่างงั้นได้อย่างไรกันล่ะ ทั้งการที่พวกเขามาคิดแทนเรา บอกเราว่าต้องทำอะไรบ้าง เลือกคณะให้ว่าเราจะต้องเรียนต่ออันนี้นะ เลือกคอร์สเรียนให้ว่าเราต้องเรียนอะไรบ้าง หรือง่ายๆก็คือการบังคับสารพัดรูปแบบ โอ้ว มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนักหรอก และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่สมควรทำอะไรหรอกนะ แต่ถ้าเรามาลองคิดดูดีๆแล้ว การบังคับเหล่านี้ส่งผลอะไรหรือเปล่า? เช่น การที่ทำให้เราคิดไม่เป็น ตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องถามพ่อแม่ตลอด จนกระทั่งเป็นการทำร้ายจิตใจลูกหรือเปล่า อะไรประมาณนี้
หน้าที่ของพวกเราคืออะไรในตอนนี้ ก่อนที่เราจจะไล่ล่าฝัน หรือทำความต้องการอะไรก็ตามให้เป็นจริง สิ่งที่ต้องทำคือ "ทำให้พ่อแม่เข้าใจให้ได้" ก่อน ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราต้องทำให้พ่อแม่เข้าใจเรา คุณจะยอมแพ้ ทำตามในสิ่งที่พวกเขาต้องการ(เหมือนจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่มันไม่ใช่)และทิ้งความฝันของคุณหรือ? จะยอมหรือเปล่าล่ะ ถ้าไม่ยอมคุณก็ต้องทำให้พวกเขาเข้าใจ โอเค มันอาจจะมีการทะเลาะเบาะแว้งกัน อาจจะมีความรุนแรงบ้าง หรือพ่อแม่โหดเกินไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราก็ต้องทำให้พวกเขาเข้าใจเรา วิธีไหน ก็ต้องค้ณหาเอาเอง พ่อแม่แต่ละคนไม่เหมือนกัน
ใช่แล้ว พ่อแม่แต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมจะยกตัวอย่าง ครอบครัวหนึ่งที่มีพ่อแม่เข้าใจลูก ซึ่งหาได้ค่อนข้างยากทีเดียว เป็นครอบครัวของเพื่อนผมเองแหละ เพื่อนผมคนนี้เขาอยากเรียนอะไรที่มันเกียวกับศิลปะการออกแบบกราฟฟิคอ่านะ ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นคณะอะไร ผมก็ถามเขาว่า "ทำไมถึงเลือกคณะนี้ มันดีเหรอ" เขาตอบ "มันก็ต้องดีสิ เราอยากเรียน เราชอบ" ผมถามต่อ "อ่าวแล้วพ่อแม่แกให้เรียนเหรอ" "ก็ต้องให้เรียนสิ" "แปลกนะ ปกติเจอแต่พ่อแม่บังคับเรียน หมอ ทันตะ เภสัชกันหมด" "พ่อแม่เราเข้าใจเราน่ะ พวกเขาบอกว่า "เรียนอะไรก็เรียนไปเถอะ ขอให้ถนัด ขอให้ชอบก็พอ ไม่ต้องเลือกเพราะมันมีงานทำหรือมีเงินเดือน มีชื่อเสียง" เราก็เลยเลือกเรียนเจ้านี่ เพราะเราชอบ" น่าประหลาดใจนะครับ(สำหรับผมน่ะนะ) เพราะผมไปถามใครต่อใครว่าเลือกคณะอะไรก็จะเจอแต่ หมอ เภสัช ทันตะ หรือครู อะไรเทือกนี้ เหตุผลของแต่ล่ะคนนไม่เหมือนกัน บางคนก็บอกว่า พ่อแม่ให้เรียนตรงเลยๆ บางคนก็บอกว่า ก็มันมีงานทำ เงินเดือนเยอะ น้อยคนนักที่จะบอกว่า อยากเรียนหรือชอบจริงๆ
สรุปแล้ว พ่อแม่ไม่ใช่อุปสรรคของความฝันของเราหรอก พวกเขาเหล่านั้นก็มีจุดประสงค์เดียวกับเรานั้นแหละนะ เพียงแต่วิธีการแตกต่างกัน และวิธีการนั้นอาจจะทำให้เราไม่ไปถึงจุดหมายนั่นเอง สิ่งที่เราต้องคือ ทำให้พวกเขาเข้าใจ แค่นั้น ซึ่งพ่อแม่ของพวกเราพร้อมที่จะเข้าใจพวกเราอยู่แล้ว แต่อาจจะยากหน่อย แต่อยากให้ลองเปิดใจคุยกับพวกเขาดูหน่อย ทะเลาะกันบ้างเรื่องปกติ หากพวกเขายังไม่เข้าใจ เราอาจจะไปหาข้อมูลต่างๆมาสนับสนุนเรา ประมาณว่า เราเรียนอันนี้ดีอย่างไร เราชอบเรียนนะ การเรียนในสิ่งที่ชอบได้ผลลัพท์ที่ดีกว่าสิ่งที่ไม่ชอบ อะไรประมาณนี้
อยากให้ทุกคนทำความฝันให้ได้ อยากให้ทุกคนเดินตามฝันของตัวเอง อย่าให้พวกเขาเป็นอุปสรรค พวกเขาต่างหากจะเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวไปสู่ฝัน
วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
โรงเรียนอันแสนน่าเบื่อ ~
"โรงเรียน" เมื่อพูดคำๆนี้ขึ้น สำหรับพวกเราเหล่านักเรียนแล้ว คงมีไม่น้อยเลยล่ะ ที่จะบอกว่า "น่าเบื่อ" ก็มันน่าเบื่อจริงๆนี่นา ....เบื่อในอะไรหลายอย่างๆ ทั้งการเรียนการสอนที่แสนเซง กฏระเบียบที่ระเบียดจัดจนน่ารำคาญ ต้องไปตากแดดในตอนเช้าของทุกๆวัน แล้วยังต้องนั่งอดอู้อยู่ในห้องแคบๆอันแสนอบอ้าวกับเพื่อนรวมชะตากรรมอีกครึ่งร้อยทั้งวัน พร้อมกับครูที่บ่นเก่งยิ่งกว่าการสอนเสียอีก มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้ผมอยากไปโรงเรียนคือ....ไปหาเพื่อน...
สาเหตุที่เราไม่อยากไปนั้นมีหลายสาเหตุมากมายแล้วแต่คน ผมคิดว่ามีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อยากมาโรงเรียนเพราะอยากเรียน สาเหตุที่นักเรียนทั้งหลาย ไม่อยากไปโรงเรียน มีอะไรบ้างนะ **ทั้งหมดนี้เขียนด้วยความคิดของผม ที่อยู่ในช่วงวัยเรียนนี่แหละ
สาเหตุแรกคือ"การเรียนการสอนที่น่าเบื่อ"
ทำไมการเรียนการสอนถึงน่าเบื่อนั้นก็ประกอบไปด้วยหลายเหตุผล เรียนที่ไม่เข้าใจในเนื้อหา ครูสอนได้น่าเบื่อและไม่สนุก ครูเข้ามาก็บ่นนู่นนั้นนี่บ้างล่ะ ความไม่สนใจที่จะอยากรู้ในวิชานั้นบ้างล่ะ หรือแม้แต่อากาศที่ไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการเรียนการสอนที่น่าเบื่อแทบทั้งนั้น
เห็นได้ว่าการเรียนการสอนที่น่าเบื่อมีสาเหตุมาจากทั้ง2คนเลยคือ ครูและนักเรียน สาเหตุที่มาจากครูคือ การสอนโดยที่ไม่สนุก การสอนโดยที่นักเรียนไม่เข้าใจ การสอนโดยที่ไม่อยากสอน การที่ไม่เข้าใจเด็ก เข้ามาในห้องเรียนแทนที่จะสอนหนังสือแต่กับบ่นนู่นนั้นนี่โดยที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน การอบรมสั่งสอนในเวลาที่ควรจะสอนหนังสือ หรืออื่นๆที่ผมนึกไม่ออก สิ่งเหล่านี้ผมไม่รู้อะไรมากหรอก เพราะผมไม่ใช่ครู แต่ก็เป็นสาเหตุของการเรียนการสอนที่น่าเบื่อ และนี่เป็นเพียงมุมมองของผมเท่านั้น
ส่วนสิ่งที่เกิดจากตัวนักเรียนนั้นคือ ความไม่อยากเรียนนี่แหละ เรื่องแบบนี้มันแก้ยาก ถ้าหากเราไม่อยากเรียนวิชาอะไรซักอย่าง ถึงแม้ครูจะสอนดี สอนสนุก ห้องเรียนน่าเรียนแค่ไหนก็ตาม ตัวนีกเรียนมันก็เบื่ออยู่วันยังค่ำ
การเรียนที่หนักเกินไปก็เช่นกัน การที่เราต้องนั่งเรียนทั้งวัน และอัดๆวิชาความรู้เข้ามาในหัวสมองของเรา ในทุกๆวันนั้นก็สร้างเหนื่อยล้าแก่นักเรียน รวมถึงครูที่ต้องสอนทั้งวันก็เหนื่อย แล้วยังทำให้การเรียนการสอนน่าเบื่อเพราะเหนื่อยล้าเกินไป ความสามารถในการเข้าใจวิชาความรู้ของนักเรียนยังลดลง
ห้องเรียนที่ไม่น่าเรียนก็มีผลให้การเรียนการสอนมันน่าเบื่อเช่นกัน วันไหนที่ร้อนๆหน่อย พอเข้าไปในห้องจะร้อนแบบทวีคูณแบบหาที่เปรียบไม่ได้ อีกทั้งยังตั้งนั่งร้อนกับเพื่อนอีกครึ่งร้อย แน่นอนความอยากเรียนจึงแทบไม่มี ขณะเดียวกันหากได้ใช้ห้องแอร์ล่ะก็ ความปิติยินดีที่จะเรียนเพิ่มขึ้นแบบขีดสุด ไม่มีใครบ่นซักคนว่าไม่อยากเรียน
นี่อาจจะเป็นสาเหตุของการเรียนกวดวิชาที่บูมขนาดนี้ เอาจริงๆแล้วกวดวิชาไม่จำเป็นเลยสำหรับนักเรียน เสียค่าใช้จ่ายก็มาก บางคนเดินทางข้ามจังหวัดมาเรียนเลยที่เดียว ทั้งๆที่นอนอ่านหนังสืออยู่บ้านก็ไม่ต่างกันมากหรอก แต่ทุกคนก็ยังอยากเรียนกันอยู่ อาจจะเป็นเพราะการเรียนการสอนที่น่าเบื่อในห้องด้วยล่ะ เพราะการเรียนกวดวิชานั้น แตกต่างกันมากกับการเรียนในห้องเรียน ครูสอนที่เฮฮา สนุกสนาน อีกทั้งยังสอนเนื้อหาได้เข้าใจมากกว่า ห้องเรียนที่น่าเรียนมากกว่า หรืออื่นๆที่ผมไม่ทราบ
สาเหตุที่สองคือกฏระเบียบอันเข้มงวดของโรงเรียน
เฮ้ พวกเราเป็นนักเรียนนะไม่ได้เป็นทหาร ถึงต้องเค้มงวดกฏระเบียบอะไรมากมายขนาดนั้น จุดประสงค์หลักๆของการตั้งโรงเรียนคืออะไร คือการที่นักเรียนมีความรู้ไม่ใช่เหรอ บางโรงเรียนเน้นกฏระเบียบมากกว่าการเรียนซะอีก แต่ก็อย่างว่า กฏระเบียบก็สำคัญ แต่นั้นไม่ใช่่ที่สุด และไม่ใช่สิ่งที่โรงเรียนต้องเน้น
ความน่าเบื่อจึงเกิดขี้น นอกจากจะมีการเรียนการสอนที่น่าเบื่อแล้ว ยังกฏระเบียบที่จัดจนเครียดตาย แทนที่จะกังวลว่า "โอ้ว ยังไม่เข้าใจบทนี้เลยนะ" เป็นกังวล "ซวยแล้ววันนี้เรายังไม่ตัดผมเลย ทำอย่างไรดี" มันจะไม่ทำให้โรงเรียนน่าเบื่อได้อย่างไร
เห็นได้ว่า โรงเรียนไม่ได้เน้นการเรียน(หรือจะเน้นมากไป จนมันน่าเบื่อ) จุดตายของการเรียนมันอยู่ตรงน่าเบื่อนี้แหละ การเรียนด้วยความไม่อยากรู้นั้น เป็นจุดจบการเรียนรู้เลย เพราะถึงแม้จะฝืนเรียนไป เราจะได้ความรู้ไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ
ผมว่ามันน่าจะมีแค่สองสาเหตุนี้แหละ ถึงทำให้โรงเรียนมันน่าเบื่อ คุณอาจจะไม่เห็นด้วยนะ แต่ว่าสำหรับนักเรียนส่วนใหญ่แล้ว เหตุผลเหล่านี้ก็เป็นจริงทีเดียว ถ้าไม่อยากให้นักเรียนเบื่อการเรียน ก็ต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้นะครับ
นี่มันเป็นการแข่งขัน !!
น่าเห็นใจนะ แต่นี่มันเป็นการแข่งขันแล้วล่ะ
ผมกำลังพูดถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่างๆอยู่
เมื่อก้าวเข้ามาในสนามนี้แล้ว คุณจะต้องยอมรับ
ความพ่ายแพ้ ความผิดหวัง ความเสียใจ
และสิ่งที่เกิดขึ้นกับ "เพื่อน" ของคุณที่เขาเหล่านั้นสอบไม่ติด
มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้านะ
แต่อยากที่ผมบอกไป นี้คือการแข่งขัน
ใครอ่อนแอ จักต้องออกจากสนามและแพ้ไป
ใครท้อแท้ จักต้องพบการผิดหวัง
นี้เป็นสนามการแข่งขันอันยิ่งใหญ่อันแรกเลยล่ะมั้ง
แล้วเราจะทำอย่างไรกับเพื่อนเหล่า
เรากลัวเขาไม่มีที่เรียน กลัวเขาจะสอบไม่ติด
ผมจะบอกวิธีแก้ไขปัญหาให้
คุณจะต้อง "ทำให้เขาสอบติด"
ไม่ใช่ทำให้ตัวเองสอบไม่ติดแล้วเขาจะได้มีที่เรียน
เพราะอะไร เพราะตัวคุณเองนั่นแหละ จะเดือดร้อน
คุณจะต้องตกในภาวะ ความผิดหวัง ความเสียใจแทนเพื่อน
ส่วนเขาก็ได้ดิบได้ดีแทน(ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องดี)
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวคุณไม่ใช่เรื่องดีเลยซักนิด
เพราะแบบนั้นผมถึงได้บอกว่า "ทำให้เขาสอบติด"
ทำให้เขาได้รับชัยชนะไปด้วยกันสิ
หนทางสู่ชัยชนะ คืออะไร
พาเขาเรียน พาเขาอ่านหนังสือ
ติวหนังสือ ฝึกฝนทำข้อสอบ
ไปด้วยกัน เพื่อจะได้สอบติดด้วยกัน
มีที่เรียนด้วยกัน
แบบนี้มัน แฮปปี้มากกว่ากันเยอะเลยนะ :D
วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
3ความเครียดสำหรับเด็กแอด
น่าเห็นใจหลายคนนะ กำลังเครียดอยู่ บางคนก็เครียดหนักเลย บางคนก็เครียดน้อย แต่ก็คงไม่มีใครหรอกที่ไม่เครียด(ผมก็เครียดเหมือนกัน) นั่นสินะ ก็เราอยู่ ม.6 แล้วเป็นช่วงเวลาที่จะต้องเลือกคณะเลือกมหาลัย ซึ่งสำคัญต่ออนาคตของพวกเราทุกคน
เหตุผลที่เครียดนั้นก็มีมากมาย บางคนก็กลัวไม่มีที่เรียน บางคนก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเข้าคณะอะไร บางคนก็โดนผู้ปกครองบังคับให้เรียนนั่นนี่ ผมว่าปัญหาของเครียดหลักๆคงไม่พ้นสามตัวนี้หรอก บางคนก็เครียดทั้งสามเรื่องเลยก็มี
เรามาพูดถึงความเครียดทั้งสามอย่างนั่น รวมถึง วิธีการแก้ปัญหาความเครียดเหล่านั่นกัน เพราะความเครียดไม่ใช่เรื่องดีหรอก
ความเครียดทั้งสามนั่นก็คือ
1 ความเครียดที่เกิดจากความกลัวว่าจะไม่มีที่เรียนในระดับมหาวิทยาลัย
2 ความเครียดที่่เกิดจากยังไม่รู้ว่าจะเรียนต่อคณะอะไรดี
3 ความเครียดที่เกิดจากโดนบังคับเรียนในสิ่งที่ไม่ต้องการจะเรียน
1 ความเครียดที่เกิดจากความกลัวว่าจะไม่มีที่เรียนในระดับมหาวิทยาลัย
ก่อนอื่นเรามาพูดความเครียดที่เกิดจากความกลัวไม่มีที่เรียน ความเครียดนี้ก็จากอะไรหลายอย่างอยู่เหมือนกัน แต่อย่างหลักๆเลยคือ "การสอบ" เวลาที่มหาวิทยาลัยจะคัดเลือกบุคคล เข้าไปศึกษาต่อแทบร้อยทั้งร้อยใช้การสอบทั้งนั้น ( บางมหาวิทยาลัยไม่มีจัดการสอบ แต่ก็นะ ค่าเทอมแพงอยู่ดี ) สิ่งนี้แหละทำให้เกิดความกลัวไม่มีที่เรียน เพราะกลัวว่าจะสอบไม่ได้
วิธีการปัญหาข้อนี้ พูดตรงๆคือ "ก็ไปอ่านหนังสือซะสิ ยิ่งกลัวมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องอ่านมากขึ้นเท่านั้น" มันก็เป็นวิธีที่ถูกต้อง เพราะการที่จะสอบได้ จะต้องเตรียมความรู้ การจะเตรียมความรู้ไป ก็ต้องอ่านหนังสือ แต่การพูดแบบนี้นมันไม่ได้ทำได้ง่ายๆ เพราะการที่จะอ่านหนังสือได้ ต้องใช้ความพยายามพอสมควร ต้องสู้กับความขี้เกียจ ต้องสู้กับเนื้อหาที่น่าเบื่อหรือไม่ชอบ ต้องสู้กับเวลาที่เหลืออันน้อยนิด นั้นทำให้การอ่านหนังสือเป็นเรื่องยาก
คือแน่นอนเลยว่าเราจะต้องอ่านหนังสือ วิธีการที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราอ่านหนังสือ คือ เราต้องมีเทคนิค เทคนิคของแต่ละคนจะเหมือนกัน เราจะต้องหาเทคนิคของเราให้เจอ เพื่อที่จะอ่านหนังสือได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด แม้เวลาจะเหลือน้อยหรือเกรงว่าจะอ่านไม่ทัน เราจะต้องจัดแจงเวลาการอ่านของเราให้ดีที่สุด และลงล๊อคที่สุด ถ้าอ่านไม่ทันจริงๆ ก็เลือกอ่านเฉพาะหัวข้อหลักๆ อ่านให้เข้าใจให้มากที่สุด
การกวดวิชา สามารถแก้ไขปัญหาข้อนี้ได้ และเป็นวิธีที่ดีที่สุด หากเราเข้าเรียนครบทุกครั้งตามคอร์ส ทำการบ้านที่ติวเตอร์แนะนำให้ทำ เราจะมีความรู้ที่พร้อมสอบแทบจะ 100% แล้วล่ะ ฝึกฝนโจทย์ และทบทวนนิดหน่อย ก็เดินเข้าสนามสอบได้อย่างมั่นใจแล้ว แต่ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าเรียนทุกคาบ บางคนโดดบ่อยมากถึงมากที่สุด บางคนสมัครไว้เฉยๆแล้วไม่ได้ไปเรียน (อยากจะฝากน้องๆที่สมัครเรียน เข้าเรียนทุกคาบด้วย) และการบ้านก็ไม่ได้ทำ (การไม่ได้ทำการบ้านคือการไม่ได้ทบทวน หากไม่ได้ทบทวนเราก็จะลืมเนื้อหาที่ได้เรียน ถ้าลืมก็เท่ากับว่าไม่มีความรู้น่ะสิ) อีกปัญหาหนี่งก็คือ การเรียนที่อัดมากเกินไป บางคนเรียนมากถึง 10ชั่วโมงต่อวัน ร่างกายมีขีดจำกัด การอดทนเรียนพอผ่านๆ ไม่ได้ช่วยให้มีความรู้มากขึ้นหรอก
เกือบจะร้อยทั้งร้อย ที่ไปกวดวิชาแล้ว โดดบ้างล่ะ ไม่ทำการบ้านบ้างล่ะ เรียนมากเกินไปบ้างล่ะ(ผมด้วยเช่นกัน) แน่นอนความรู้ที่ได้รับอาจจะไม่ได้เลยก็เป็นได้ ดังนั้นต้องหวังพึ่งการอื่นหนังสือแล้วล่ะ นั่นคือทางเดียวในตอนนี้ อ่านหนังสือให้มากๆ เตรียมความพร้อมให้มากๆ คุณจะไม่ต้องเครียดในข้อนี้อีกต่อไป อดทนอ่านหนังสือ เพื่อนอนาคตนะครับ :)
2 ความเครียดที่่เกิดจากยังไม่รู้ว่าจะเรียนต่อคณะอะไรดี เพราะยังไม่ค้ณพบความต้องการของตัวเอง
ความเครียดข้อนี้ค่อนข้างจะแก้ไขยากนิดหน่อย การค้ณพบตัวเองควรจะค้ณพบให้เร็วมากที่สุด การที่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรตั้งแต่ยังเล็กเลยยิ่งดี จะบอกว่านี่เป็นปัญหาสังคมก็น่าจะไม่ผิด เพราะสังคมไทยในปัจจุบันไม่ค่อยที่จะสนับสนุนให้เด็กค้ณพวตัวเองเลยนี่นะ
ทำไมผมถึงโทษสังคม? มันก็จริงล่ะนะ ลองคิดดูละกันตั้งแต่เกิดมา คุณโดนคุณแม่หรือคุณพ่อปลูกฝังอะไรมา "โตขึ้นอยากเป็นอะไร" "เป็นหมอครับ" "โตขึ้นลูกต้องเป็นตำรวจให้ได้นะ" "เป็นครูนั้นแหละดีที่สุดแล้ว" ด้วยการที่ปลูกฝังอยู่แค่นั้นและไม่หาพรสวรรค์ หรือความสามารถของลูกเลย นั่นก็ทำให้เค้าไม่ค้ณพบตัวเอง หรือค้ณพบช้าเกินไป หรือแม้แต่โรงเรียนก็ไม่ทำการค้ณหาพรสวรรค์ของเด็ก หรือมีน้อยนักที่จะทำการค้ณหา
เป็นหน้าที่ของเราที่ผ่านพ้นช่วงเวลานั่นมาแล้ว เราจะต้องค้ณพบตัวเองให้เจอ โดยการสั่งสมประสบการณ์ให้มากที่สุด ลองไปเที่ยวค้ณหาประสบการณ์ใหม่ๆ ลองทำนู่น ทำนี่เช่น ลองทำอาหาร ลองแต่งหนังสือ เล่นกีฬา เล่นดนตรี วาดภาพ ลองหาไปทัวร์คณะนู่นนั่นนี่ว่าคณะพวกนี้เรียนอะไรอย่างไร ลองไปดูการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ลองไปทำงานกับพ่อหรือแม่ อะไรประมาณนี้ ยิ่งมีประสบการณ์มาก ยิ่งจะค้ณพบตัวเองได้เร็ว การที่เราจะพบก็คือ เราได้ทำกิจกรรมไหนแล้วเรารู้สึกชอบ มีความสุขกับมันมากที่สุด มีความสุขที่ได้ทำ หรือซาบซิ้งในผลที่เกิดขึ้น หรือเกิดความประทับใจ นั่นทำให้เรารู้แล้ว ว่าเราต้องการอะไรในชีวิต ทำให้ตัดสินใจเข้าคณะอะไรก็ตามได้อย่างไม่ลังเล
คุณไม่ต้องห่วงหรอกว่า หากได้ค้ณพบแล้วว่าต้องการเรียนคณะนี้แล้ว พอไปเรียนกลับไม่ใช่ตัวฉันเสียนี่ ไม่เป็นอะไรเราก็แค่ซิ้วซะ เพราะมัวอดทนเรียนกับสิ่งที่ไม่ใช่มันเสียเวลาปล่าว รีบๆซิ้วไปเลยดีกว่า
3 ความเครียดที่เกิดจากโดนบังคับเรียนในสิ่งที่ไม่ต้องการจะเรียน โดยรู้แล้วว่าเราต้องการเข้าคณะอะไร
แน่นอนคนที่บังคับเราคือผู้ปกครองหรือพ่อกับแม่นี่แหละ พวกเขาอาจจะไม่ได้บังคับตรงๆหรอก อาจจะบอกว่า "เรียนอะไรก็เรียนไป" พอเราบอกจะเรียนอันนั้น อันนี้ กลับแสดงความไม่พอใจซะงั้น หรือกดดันโดยวิธีสารพัดเพื่อที่จะให้เราเลือกคณะที่พวกเขาต้องการ
การที่ได้เรียนในคณะที่ไม่ต้องการ การที่ได้เรียนในสิ่งที่ไม่อยากเรียน จะทำให้เราไม่เรียน เพราะมันน่าเบื่อ ก็คนมันไม่ชอบอ่ะ แล้วจะให้เรียนได้ยังไง โอเค เราสามารถอดทนเรียนไปจนจบได้ แต่ทำงานล่ะ เราจะต้องเจอกับมันไปทั้งชีวิตเลยเชียวนะ ทั้งเบื่อ ทั้งทรมาณเชียวล่ะ ตรงกันข้ามกับการได้เรียนในสิ่งที่ชอบ มีความสุขที่ได้เรียน มีความสุขที่ได้ทำงาน เรื่องเงินอาจจะมาเอี่ยวด้วย แต่ผมว่าการที่เราได้ทำงานในสิ่งที่ต้องการจะทำจริงๆ มันจะทำให้เรื่องเงินเป็นเรื่องเล็กๆ
เชื่อเถอะว่า ถึงจะเราจะอดทนเรียนในสิ่งที่โดนบังคับเรียนไปจนจบ หรือทำงานไปแล้ว เราจะต้องเปลี่ยนงานทำอย่างแน่นอน เพราะคนเราทนได้ไม่นานหรอกกับการไม่มีความสุข ทำไมเราถึงเปลี่ยนได้ เพราะเรามีเงินเป็นของตัวเองแล้วนี่ แน่นอนช่วงเวลาที่เราเรียนในสิ่งที่ตนไม่ชอบที่ผ่านมา จะเป็นการเสียเวลาซะเปล่าเนี่นสิ คุณอยากเสียเวลา 5-6ปีไปกับความทุกข์งั้นเหรอ
ก่อนที่จะแก้ปัญหานี้ เราต้องรู้ก่อนว่า "ทำไมเราถึงเลือกคณะนี้" เลือกเพราะอะไร ชอบจริงๆหรือเปล่า เป็นสิ่งที่ต้องการจริงๆแล้วใช่มั้ย หากเข้าไปแล้วจะต้องมีความสขแน่นอนใช่มั้ย หากเราตอบได้ว่า "ใช่นี้แหละ คณะที่ฉันเลือก เรียนแล้วจะต้องมีความสุขแน่ๆ" โอเคคุณพร้อมแล้วที่จะแก้ไขปัญหา
สิ่งที่จะต้องเข้าใจก่อนเลยคือ เหล่าผู้ปกครองไม่ได้หวังร้ายกับเรา พวกเขาก็อยากเห็นเรามีความสุขเหมือนกับเรานี่แหละ ดังนั้นหน้าที่ของเราคือจะต้องทำให้พวกเขาเข้าใจให้ได้ว่า "นี่แหละเป็นสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุขจริงๆ ไม่ใช่ที่บังคับเข้าซะหน่อย" มันอาจจะยากหน่อย อาจเกิดถึงขั้นทะเลาะกันเลย แต่ก็นะ เพื่อตัวเราเอง
*เฮ้ ผู้ปกครอง ก็อยากให้เรามีความสุขเหมือนกันนั้นแหละ
พวกเราโตแล้ว มีความคิดเป็นของตัวเองเรียบร้อย การที่รู้ว่าเราต้องการอะไรในชีวิตนั้นแหละคือโตแล้วล่ะ เราไม่มีทางที่จะอยู่กับผู้ปกครองไปตลอดชีวิต เราจะต้องยืดหยัดด้วยลำแข้งของตัว หากเรายังต้องให้พ่อแม่เลือกคณะให้อยู่ เรื่องสำคัญที่สุดของตัวเรายังให้คนอื่นจัดการให้ เราอาจจะตัดสินใจเองอะไรที่มันสำคัญๆไม่เป็นเลยก็ได้ สิ่งเหล่านี้คือก้าวแรกสู่การเป็นผู้ใหญ่
คณะที่คุณเลือกอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีพอในความคิดของพ่อแม่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามมันคือชีวิตของคุณ จะให้ใครมารับผิดชอบ แน่นอนต้องตัวคุณอยู่แล้ว หากเลือกเส้นทางบัดซบนี่โดยตัวคุณเอง ตัวคุณเองจะต้องรับผิดชอบความบัดซบที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ผู้ปกครอง ผู้ปกครองทำได้แค่สนับสนุนเราเท่านั้น
ดังนั้นเราจะต้องทำให้ผู้ปกครองเข้าใจให้ได้ โดยการนำเหตุผลมาพูดคุยกัน เหตุผลที่เราต้องหามาเอง ไม่ว่าจะความก้าวหน้าของงาน หรือด้านดีๆต่างของคณะนี้ และโดยเฉพาะความชอบ การเรียนแล้วมีความสุข คณะนี้ใช่ ที่สำคัญที่สุดคืออย่าใช้อารมณ์โดยเด็ดขาด ต้องพูดคุยกันดีๆ นั่นคือวิธีแก้ปัญหาความเครียดข้อนี้
เห็นได้ว่าความเครียดเหล่านี้มีทางแก้ในตัวของมัน มันอาจจะยากเกินไป แต่มันก็เป็นปัญหาที่ควรจะแก้ไข ปล่อยไว้มันอาจจะเกิดเรื่องไม่ดี เรื่องการผิดหวัง หรือความผิดพลาดก็เป็นได้ เราไม่ควรจะละเลยทั้งสามปัญญหา นั่นเป็นหน้าที่ของเรานอกจากการเรียนหนังสือระดับ ที่จะต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้ และต้องแก้ไขโดยตัวเราเอง ปัญหาเหล่านี้เกิดกับแต่ละคนไม่เท่ากันบางคนมีผู้ปกครองที่เข้าใจ บางคนค้ณพบตัวเองตั้งแต่เด็ก บางคนสนใจการเรียนตั้งแต่เนิ่นๆ นั่นก็เป็นความโชคดีของเขา สำหรับเราที่เกิดปัญหา ก็จะต้องแก้ไขมัน เพื่อที่จะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ หรือทำตามความฝันที่ตัวเองตั้งไว้ และมีความสุขในที่สุด :)
ที่ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา ไม่ใช่อะไรหรอก ไม่อยากเห็นทุกคนเครียดก็เท่านั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ตามบทความนี้ก็เกิดขึ้นจากความคิดของผมเพียงคนเดียว อ่านแล้วอย่าพึ่งเชื่อไปซะหมดล่ะ ต้องคิดและพิจารณาอีกนึงนะครับ อ้อ อาจจะมีผิดพลาดเช่น พิมพ์ตกหล่น บ้าง ก็เตือนๆกันบ้างนะครับ :)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






