แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เฟรชชี่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เฟรชชี่ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ชีวิตประจำวันสุดบัดซบ อย่าได้เอาเยี่ยงอย่าง

         ตื่นเช้าขึ้นมาอากาศสดใส ม่านหน้าต่างเปิดไว้รับแสงในยามเช้า แอร์ที่เปิดตั้งแต่เมื่อคืนวานส่งลมเย็นสบายๆกระทบร่างกาย รูมเมทที่นอนอยู่เตียงอีกเตียงไม่อยู่แล้ว สงสัยจะตื่นก่อนเรา ตัวผมนอนอยู่เตียงริมหน้าต่าง ซุกตัวอยู่ในผ้าห่มเนื่องจากเปิดพัดลมเอาไว้

         "ได้เวลาตื่นนอนแล้ว"

          ผมบอกตัวเองในใจ ความรู้สึกในตอนนี้เหมือนกับต้องใช้พลังงานทั้งชีวิตในการตื่นนอนเลยที่เดียว ทั้งที่ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นทุกวัน แต่ก็ไม่เคยจะดัดนิสัยแย่นี่ได้ การจะตื่นนอนแต่ละทีนี่มันทรมาณใจจริงๆ

          มองนาฬิกาจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้าง บอกเวลาที่ตรงเป๊ะๆอยู่เสมอ และวันนี้ก็ยังตรงเป๊ะเหมือนเดิม แต่มันแปลกๆยังไงไม่รู้เพราะเวลาที่แสดงอยู่ในนั้นเป็น 15นาฬิกา

          "!!!"

          อ่าหะ แน่นอนอยู่แล้ว ก็เมื่อวาน(หรือวันนี้ดีละ)เข้านอนซะ6โมงเช้าเลยนี่ เพราะมัวแต่เล่นเกมจนลืมเวลานั้นแหละนะ จะตื่นตอนนี้ก็ไม่แปลกอะไรหรอก

          ผมลุกกขึ้นจากที่นอน หยิบผ้าเช็ดตัวที่พาดอยู่ตรงเก้าอี้โต๊ะอ่านหนังสือ แล้วตรงไปยังห้องน้ำที่อยู่ห้องตรงข้ามที่นอน บริเวณนี้จะเห็นห้องนั่งเล่น ซึ่งรูมเมทกำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างทุกที บางครั้งก็เล่นโทรศัพท์มือถือบ้าง แต่ก็เป็นภาพที่คุ้นตามาหลายเดือนแล้วล่ะ ผมใช้เวลาอาบน้ำหลายนาทีด้วยความงัยเงียระหว่างนั้นก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

          "วันนี้วันเสาร์นี่นา จะเล่นเกม LOL ต่อจนเช้าเลย"

          ความคิดบ้าๆนี่เอาอีกแล้ว ทั้งๆที่เมื่อวานนี้ก็เล่นซะเต็มที่ตั้งแต่เลิกเรียนจนหกโมงเช้ายังไม่พอสินะ ก็นั้นแหละ มันสนุกมากเลยล่ะมั้ง หรือเพราะไม่มีอะไรทำด้วยล่ะ คือไม่อยากจะทำอะไรอ่ะ ถ้ามีอย่างอื่นที่อยากทำก็จะทำอยู่หรอกนะ จะอ่านหนังสือก็ขี้เกียจ เล่นกีฬาอย่าพูดถึงเลยนะฮะ

         "หิวซะและ"

         ก็ต้องหิวอยู่แล้ว กินข้าวครั้งสุดท้ายก็คือ 6โมงเย็นของเมื่อวาน นี่ก็จะวนมาครบ24ชมแล้ว จะไม่หิวได้อย่างไรกัน

        หลังจากอาบน้ำเสร็จ และเตรียมตัวจะไปกินข้าวที่โรงอาหารทิวสนโดมบริเวณไม่ไกลจากที่พักนัก ผมหยิบแบ๊งร้อย1ใบและกุญแจห้อง แล้วก็ออกจากห้องที่ผมพักอยู่ บริเวณทางเดินหน้าห้องช่างได้อารมณ์หนังสยองขวัญจริงๆ ถ้าเป็นตอนกลางคืนแล้วไฟกระพริบๆนะ เหอๆไม่อยากนึกเท่าไหร่ ผมรอลิฟท์อยู่นานสองนานกว่าจะมาได้ ก็อยู่ซะชั้นบนสุดนี่นะ

        ชั้น1มี รปภ. นั่งประจำอยู่เป็นคนที่เป็นมิตรมากเหมือนเป็นผู้ปกครองเหล่าเด็กหอพักทั้งหอเลยก็ว่าได้ มีคนวนเวียนอยู่ที่ชั้น1แทบจะตลอดเวลา ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาจะทำอะไรกัน เพราะตอนนี้สนใจแต่จะไปกินข้าวเท่านั้น

        ทิวสนโดมยังเหมือนทุกวัน แต่วั

นนี้คนน้อยหน่อยเพราะเป็นวันหยุด เด็กหอบางคนกลับบ้านกัน เหลือแต่เหล่าเด็ก ตจว เช่นเดียวกับผมที่จะกลับบ้านทีนี่ลำบากสุดๆ แต่ก็ดี คนน้อยได้อาหารเร็ว อาหารที่ผมสั่งไปเหมือนทุกที กระเพราหมูสับราดข้าวซึ่งราคาถูกที่สุดคือ 25 บาทและจะซื้อไก่ทอดห้าดาวราคา21บาทซึ่งอร่อยมากๆ ผมมักจะทานแบบนี้ทุกวันๆไม่เคยเบื่อหรอก
        ใช้เวลาทานอาหารประมาณเกือบ20นาที ด้วยความไม่รู้จะทำอะไรจึงกลับห้องทันทีที่ทานเสร็จ กลับมาห้องก็เหมือนเดิม รูมเมทของผมยังคงนั่งอยู่ที่เกิดอยู่ ส่วนผมก็ไม่สนใจอะไรแล้ว มุ่งตรงไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องโปรดที่ตั้งอยู่ในห้องเปิดขึ้นมาแล้วก็เล่นเกมต่อทันที......รู้สึกตัวอีกทีก็เที่ยงคืนแล้ว หลังจากนั่นก็เล่นเฟสต่อจนตี4ของวันอาทิตย์ถึงจะล้มตัวลงนอนได้

        แล้วก็รอเช้าวันใหม่ต่อไป แล้วก็วนลูปเหมือนเดิม -3-

        ---จบบริบูรณ์แจ้---


วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

"ก็เขาให้ทำ ก็ทำไปเถอะน่า”

“ก็เขาให้ทำ ก็ทำไปเถอะน่า”

            อยู่ที่นี่มาก็ 1 เดือนแล้วกับการเป็นเฟรชชี่ของมหาวิทยาลัยเรื่องวุ่นวายๆต่างๆนาๆก็ถาโถมเข้ามาเยอะแยะจริงๆ แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรถึงขนาดไม่ได้ทำอะไรหรอก

            อย่างที่หลายๆคนรู้ว่า เฟรชชี่ น่ะกิจกรรมเยอะเสียเหลือเกิน ซึ่งมันก็เป็นจริงตามที่รู้มานั่นแหละ กิจกรรมเยอะจริงๆ เพื่อนบางคนต้องเข้าซ้อมร้องเพลงประสานเสียงกันเป็น 5-6 ชั่วโมง บางคนก็ซ้อมเชียร์กัน 4-5 ชั่วโมง บางคนนี้ต้องเข้าร่วมกิจกรรมรับน้องกันเป็นอาทิตย์ๆ แค่คิดก็เหนื่อย ยิ่งพวกคนที่จัดกิจกรรมเหล่านี้(พวกปี 2) ที่เหนื่อยยิ่งกว่าเสียอีก

            ความวุ่นวายเหล่านี้มีจุดประสงค์อะไร ทำไปเพื่ออะไรกันแน่ เคยสงสัยกันบ้างหรือปล่าว ผมถามเพื่อนผมคนนึง ซึ่งเป็นคนที่ทำกิจกรรมหนักพอสมควร ตอบว่า “ก็เขาให้ทำ ก็ทำไปเถอะน่า” .... คำตอบที่ผมได้รับเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ทุกอย่าง คนส่วนใหญ่ก็ทำด้วยเหตุผลนี้ทั้งนั้น มันก็ไม่ได้น่าแปลกใจอะไรหรอกนะ เพราะ“ก็เขาให้ทำ ก็ทำไปเถอะน่า”

            ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงตอบแบบนี้ต่างหากถึงน่าคิด เพราะเขาไม่มีอารมรณ์ร่วมกับกิจกรรมหรือเปล่า เพราะเขาไม่รู้ไม่เข้าใจถึงจุดประสงค์กิจกรรมจริงๆใช่ไหม  แต่ทำไมพวกเขาถึงยังทำกันล่ะ จะเพราะอะไรซะอีก โอเค ถึงรุ่นพี่จะไม่ได้บังคับขู่เข็ญอะไรหรอก แต่ก็ยังเกิดแรงกดดันอยู่ดีนั่นแหละ มันก็มาจากความอึดอัดซึ่งเกิดจากเพื่อนๆของเขานั่นเอง เพื่อนๆที่ต่างก็ตกลงที่จะทำกันหมด แล้วฉันละ ก็ต้องทำซิ ทำตามเขาไง ถูกมั้ย

            พอเรามาลองมาพิจารณาอะไรหลายอย่างๆ คำนึงถึงผลเสียผลลบที่เกิดขึ้นหากไม่มีกิจกรรมวุ่นวายเหล่านี้ ลองมองดูตัวอย่างจากรั้วแห่งอื่นดูบ้าง ผลลัพท์ก็คือแทบจะไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำ หากไม่มีการเชียร์(แบบขึ้นสแตนด์ ร้องเพลง บลาๆ)เกิดขึ้น มันก็ไม่ได้ส่งผลต่อการแข่งกีฬาอะไรเลย หากไม่มีรับน้องใดๆเลย รุ่นราวคราวเดียวกันก็ต้องทำความรู้จักกันอยู่แล้ว เพราะในการเรียนมันต้องช่วยเหลือกัน ถ้าอย่างงั้นแล้วเราจะทำเรื่องวุ่นวายเหล่านี้เพื่ออะไร

            ทำตามกันมาเป็นเหตุผลที่น่ากลัว ไม่ว่าจะมีคนท้วงติงอย่างไร มีเหตุผลอย่างไร ก็ไม่อาจจะสั่นคลอนได้ต่อเหตุผลเล็กๆนี้ มันน่ากลัวตรงที่ว่า ทำตามจนลืมที่จะนึกถึง เรื่องอื่นๆ ลืมนึกไปว่ามันได้ผิดกฎอะไรหรือไม่ ลืมนึกไปว่ามันได้ทำให้ใครซักคนเดือดร้อนมั้ย ลืมนึกไปว่าผลลัพท์ที่เกิดขึ้นจริงนั้นคุ้มค่าต่อการทำหรือเปล่า

            สุดท้ายแล้วความวุ่นวายเหล่านี้ไม่ได้เริ่มมาจากสิ่งที่สำคัญอะไรเลย เริ่มมาจากกิจกรรมสนุกสนานกันไปตามประสา แก้เครียดจากการเรียนที่สาหัส แต่เวลาผ่านไปเนิ่นนานจุดประสงค์ที่แท้จริงก็ถูกบิดเบือน เพราะเวลานั้นผ่านไปนานจนเกินไป ถ่ายทอดไปยังรุ่นสู่รุ่นมากมายเกินไป  กลายเป็นการทำตามกันมาเฉยๆไปซะแล้ว รุ่นพี่ทำให้เรา เราก็ต้องทำให้รุ่นน้อง น่ากลัวนะเหตุผลแบบนี้ น่ากลัวจริงๆ