วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ก่อนที่สอบกลางภาคปี1เทอม1! ความกดดันนี่มัน ?!

                       หลังจากเป็นเฟรชชี่หน้าใสมาได้เกือบสองเดือน กำลังสนุกสนานกับกิจกรรมใหม่ๆที่ไม่เคยพบเคยเจอเมื่อสมัย ม.ปลาย เนื้อหาต่างๆที่เรียนในคลาสก็เป็นเรื่องใหม่ๆที่ไม่เคยเห็น แน่นอนว่าการเรียนการสอนเมื่อถึงเวลาหนึ่งจะต้องมีการสอบแบะ เวลาที่ว่านั้นได้มาถึงแล้ว การสอบกลางภาคยังไงล่ะ !!


                มันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมากมายหรอก เพราะการสอบในระดับมหาวิทยาลัยนั้น จะเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง อย่างน้อยในปีหนึ่งๆก็ต้องเจอการสอบสี่ครั้ง และพอเรียนจบ4ปีก็เจอการสอบไปทั้งหมด 16ครั้ง และครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรก ถึงได้อยากจะเขียนถึงมันหน่อย

                อารมรณ์มันแตกต่างจากระดับ ม.ปลาย โดยสิ้นเชิง มันไม่เหมือนการสอบกิ๊กก๊อกของ ม ปลาย ที่เอาคะแนนสอบแค่ 5-10คะแนน  คะแนนสอบปลายภาคประมาณ 20-30คะแนน กล่าวคือใน ม ปลาย มันเน้นคะแนนเก็บ ใครมีคะแนนเก็บเยอะ ก็เอาเกรด 4 ไปได้เลย แต่ในระดับนี้ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว แต่เป็นการใช้คะแนนสอบเต็ม 100% หรือใกล้เคียง และสำหรับสอบกลางภาคคือ 50%

                ความกดดันสูงกว่าไม่รู้เท่าไหร่ เกรดของ มปลาย นั่นมีความสำคัญน้อยกว่าเกรดของระดับมหาวิทยาลัย เกรด มปลาย นั้นสำหรับบางคนแล้วไม่มีความสำคัญเลยก็ได้(ขอแค่ออกมาให้จบได้ เพราะได้ที่เรียนในมหาวิทยาลัย) ต่างกับเกรดของระดับมหาวิทยาลัยที่ต้องเอาไปใช้ในการสมัครทำงานต่างๆซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก

                นอกจากนี้เรายังไม่รู้ด้วยว่า ข้อสอบ มันจะออกมาแนวไหน ไม่เหมือนการสอบของ ม ปลายที่อาจารย์บอกมาหมดแล้วว่าจะออกอะไรยังไง คือมันเดาไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะทำยังไง ยังจับทางกันไม่ถูกอะไรประมาณนั้น เพราะยังไม่เคยเจอเนี่ยแหละ ในส่วนนี้รุ่นพี่ก็อาจจะช่วยได้ ก็ต้องลองปรึกษารุ่นพี่ดู

                การสอบกลางภาคนี้อาจจะเป็นตัวตัดสินเลยก็ได้ว่า ในอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร ถึงแม้เปอร์เซ็นจะไม่เยอะในการคิดเกรดเฉลี่ยสี่ปี แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของเกรดนั่น  ดังนั้นเราจึงต้องทำให้ดีที่สุดไม่ว่าจะเป็นการสอบครั้งไหน  โดยเฉพาะครั้งแรกนี้  ไฟท์!!

             ว่าแล้วก็ไปอ่านหนังสือกันดีกว่า -3-

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

"ก็เขาให้ทำ ก็ทำไปเถอะน่า”

“ก็เขาให้ทำ ก็ทำไปเถอะน่า”

            อยู่ที่นี่มาก็ 1 เดือนแล้วกับการเป็นเฟรชชี่ของมหาวิทยาลัยเรื่องวุ่นวายๆต่างๆนาๆก็ถาโถมเข้ามาเยอะแยะจริงๆ แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรถึงขนาดไม่ได้ทำอะไรหรอก

            อย่างที่หลายๆคนรู้ว่า เฟรชชี่ น่ะกิจกรรมเยอะเสียเหลือเกิน ซึ่งมันก็เป็นจริงตามที่รู้มานั่นแหละ กิจกรรมเยอะจริงๆ เพื่อนบางคนต้องเข้าซ้อมร้องเพลงประสานเสียงกันเป็น 5-6 ชั่วโมง บางคนก็ซ้อมเชียร์กัน 4-5 ชั่วโมง บางคนนี้ต้องเข้าร่วมกิจกรรมรับน้องกันเป็นอาทิตย์ๆ แค่คิดก็เหนื่อย ยิ่งพวกคนที่จัดกิจกรรมเหล่านี้(พวกปี 2) ที่เหนื่อยยิ่งกว่าเสียอีก

            ความวุ่นวายเหล่านี้มีจุดประสงค์อะไร ทำไปเพื่ออะไรกันแน่ เคยสงสัยกันบ้างหรือปล่าว ผมถามเพื่อนผมคนนึง ซึ่งเป็นคนที่ทำกิจกรรมหนักพอสมควร ตอบว่า “ก็เขาให้ทำ ก็ทำไปเถอะน่า” .... คำตอบที่ผมได้รับเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ทุกอย่าง คนส่วนใหญ่ก็ทำด้วยเหตุผลนี้ทั้งนั้น มันก็ไม่ได้น่าแปลกใจอะไรหรอกนะ เพราะ“ก็เขาให้ทำ ก็ทำไปเถอะน่า”

            ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงตอบแบบนี้ต่างหากถึงน่าคิด เพราะเขาไม่มีอารมรณ์ร่วมกับกิจกรรมหรือเปล่า เพราะเขาไม่รู้ไม่เข้าใจถึงจุดประสงค์กิจกรรมจริงๆใช่ไหม  แต่ทำไมพวกเขาถึงยังทำกันล่ะ จะเพราะอะไรซะอีก โอเค ถึงรุ่นพี่จะไม่ได้บังคับขู่เข็ญอะไรหรอก แต่ก็ยังเกิดแรงกดดันอยู่ดีนั่นแหละ มันก็มาจากความอึดอัดซึ่งเกิดจากเพื่อนๆของเขานั่นเอง เพื่อนๆที่ต่างก็ตกลงที่จะทำกันหมด แล้วฉันละ ก็ต้องทำซิ ทำตามเขาไง ถูกมั้ย

            พอเรามาลองมาพิจารณาอะไรหลายอย่างๆ คำนึงถึงผลเสียผลลบที่เกิดขึ้นหากไม่มีกิจกรรมวุ่นวายเหล่านี้ ลองมองดูตัวอย่างจากรั้วแห่งอื่นดูบ้าง ผลลัพท์ก็คือแทบจะไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำ หากไม่มีการเชียร์(แบบขึ้นสแตนด์ ร้องเพลง บลาๆ)เกิดขึ้น มันก็ไม่ได้ส่งผลต่อการแข่งกีฬาอะไรเลย หากไม่มีรับน้องใดๆเลย รุ่นราวคราวเดียวกันก็ต้องทำความรู้จักกันอยู่แล้ว เพราะในการเรียนมันต้องช่วยเหลือกัน ถ้าอย่างงั้นแล้วเราจะทำเรื่องวุ่นวายเหล่านี้เพื่ออะไร

            ทำตามกันมาเป็นเหตุผลที่น่ากลัว ไม่ว่าจะมีคนท้วงติงอย่างไร มีเหตุผลอย่างไร ก็ไม่อาจจะสั่นคลอนได้ต่อเหตุผลเล็กๆนี้ มันน่ากลัวตรงที่ว่า ทำตามจนลืมที่จะนึกถึง เรื่องอื่นๆ ลืมนึกไปว่ามันได้ผิดกฎอะไรหรือไม่ ลืมนึกไปว่ามันได้ทำให้ใครซักคนเดือดร้อนมั้ย ลืมนึกไปว่าผลลัพท์ที่เกิดขึ้นจริงนั้นคุ้มค่าต่อการทำหรือเปล่า

            สุดท้ายแล้วความวุ่นวายเหล่านี้ไม่ได้เริ่มมาจากสิ่งที่สำคัญอะไรเลย เริ่มมาจากกิจกรรมสนุกสนานกันไปตามประสา แก้เครียดจากการเรียนที่สาหัส แต่เวลาผ่านไปเนิ่นนานจุดประสงค์ที่แท้จริงก็ถูกบิดเบือน เพราะเวลานั้นผ่านไปนานจนเกินไป ถ่ายทอดไปยังรุ่นสู่รุ่นมากมายเกินไป  กลายเป็นการทำตามกันมาเฉยๆไปซะแล้ว รุ่นพี่ทำให้เรา เราก็ต้องทำให้รุ่นน้อง น่ากลัวนะเหตุผลแบบนี้ น่ากลัวจริงๆ

วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556

ปิดเทอม 3 เดือน....ว๊างว่าง....ว่างจนเครียดน่ะสิ

    หลังจากเรียนมัธยมปลายมานานถึง 3 ปี และวันนี้ก็เป็นวันปิดเทอมสุดท้ายของ ม6 หรือพูดง่ายๆก็คือ เรียนจบ ม.ปลาย แล้ว นับว่าปิดเทอมที่ผ่านมาทั้งหมด เป็นอะไรที่เหนื่อยมากๆ เพราะต้องเรียนกวดวิชากันแสนสาหัส(พึ่งมารู้ตอนนี้ว่า ไม่ได้ใช้อะไรเลย) อาจเป็นเพราะการวางแผนที่ห่วยแตกของเรา การไม่รู้ว่าเราอยากเป็นอะไรในตอนแรก(ตอนนี้รู้แล้วล่ะ) จะทำให้พ่อแม่เสียเงินมากแค่ไหน(อันนี้เจ็บใจสุด) อย่างไรก็ตาม มันก็ผ่านมาแล้วล่ะนะ มองอนาคตและปัจจุบันดีกว่า

    พูดถึงปัจจุบัน ก็อย่างที่บอก ตอนนี้ปิดเทอมอยู่ ปิดเทอม 3 เดือนซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน(สำหรับผมน่ะนะ) เวลาอันยาวนานที่ไม่มีภาระอันใด ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก แต่พอได้ไปอ่านกระทู้บางกระทู้ใน Pantip มันก็คิดอะไรได้บางอย่างอ่ะนะ เลยไม่อยากเสียเวลา 3 เดือนอันมีค่าเหล่านี้ทิ้งไปเลย

   ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่วันสอบวันสุดท้าย ผมก็เล่นแต่เกมมาตลอด เกมที่เล่นก็เกม Dragon Nest ที่เล่นประจำ ผมจริงจังกับมันมาก ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมนึกถึงแต่เกมๆนี้ตลอด ก็มันอดใจมานานแล้ว ขอปลดปล่อยซะบ้าง แต่กระทู้ Pantip ที่ว่านี้ มันทำให้ผมเริ่มตระหนัก

   ตระหนักต่ออะไร? ตระหนักต่ออนาคตข้างหน้า หลังจากนี้ 3 เดือนผมจะเป็นยังไง? นั้นแหละที่ผมกำลังคิด ช่วงเวลาระหว่าง ร่ำเรียน 4ปีในรั้วมหาลัย จะเกิดอะไรขึ้น ผมไม่รู้เลย และหลังจากนั้นล่ะ หลังจากจบแล้วผมจะอยู่ได้หรือเปล่า ความกังวลเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ผมก็ลืมมันไปหมดตอนกำลังอ่านหนังสือสอบ ก็ได้แต่อ่านเรื่องราวที่เขาเล่ากันมาในเว็บ Pantip อ่านะ แต่ละคนนี้ช่างฮาร์ดคอเสียจริงๆ

   กระทู้ที่ว่า ไม่ใช่กระทู้เเกี่ยวกับการเรียนอะไรหรอก แต่เป็นกระทู้เกี่ยวกับการใช้เงิน หัวเรื่องเขาถามเหล่าสมาชิกว่า "คุณเคยถังแตกไหม" เป็นคำถามที่ผมคิคว่าธรรมดามากๆ แต่พอผมได้อ่าน...โอ้โห แต่ละคนสุดยอดทั้งนั้น พวกเขาต่างเล่าประสบการณ์การถังแตกของตัวเอง เล่าถึง ณ เวลาที่พวกเขาไม่มีเงิน พวกเขาอยู่ได้อย่างไร แก้ปัญหาอย่างไร กระทู้นี้ทำให้ผมรู้จักกับการไม่มีเงิน ทำให้ผมได้รู้ถึงความสำคัญของเงินว่ามันมมีความสำคัญมากมายแค่ไหน ตลอดเวลาที่ผมใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย(แม้แต่ตอนนี้) ผมก็ไม่ได้รู้สึกตัวหรอกว่ามันฟุ่มเฟือย ไม่ได้คิดด้วยซ้ำ รู้แต่เพียงว่า ถ้าไม่มีเงิน ก็ขอพ่อแม่ แค่นั้นไม่มีอะไรมาก ทั้งๆที่เงิน มันไม่ได้เสกขึ้นมา

  นั้นคือเหตุผลที่ 3 เดือนนี้ผมไม่อยากเสียเวลา ผมกลัวว่า ถ้าเกิดอยู่ห่างบ้าน ไปเรียนหนังสือแล้วเกิดขาดสน เราจะทำยังไง? ถ้าเรายังหาเงินไม่เป็น เราก็อยู่ไม่รอด ผมอยากใช้เวลา 3 เดือนนี้ให้มีค่า มากกว่าจะอยู่เฉยๆ อย่างน้อยก็รู้จักวิธีการหาเงินเสียบ้าง แต่ปัญหาคือจะทำยังไง ผมไม่รู้อะไรเลย

   ในที่สุดก็ได้คำตอบสำหรับ 3 เดือนที่จะไม่สูญเปล่า ผมวางแผนไว้ว่า จะหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ เรื่องที่หาไม่ได้จากการเรียน ประสบการณ์การทำงานต่างๆ เช่น การเปิดร้านอาหาร การขายของเล็กๆน้อยๆ การเป็นคนเสิร์ฟ หรือแม้แต่การเก็บขยะไปขาย ให้ตายเหอะ อย่าดูถูกเชียวนะ อย่างน้อยๆพวกเขาก็หาเงินได้ ในขณะที่ผม ทำเรื่องเหล่านั้นยังไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ หรือจะให้พูดอีกแบบก็ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการทำงาน ไม่ว่าในระดับไหน ประมาณนั้น ปัญหาคือไม่รู้ว่า จะหาข้อมูลจากไหน คงเริ่มจากเซิร์จหาใน Google ไม่ก็ไปหาในร้านหนังสือ ห้องสมุด.....อืม...ม.....อาจจะถึงต้องถามเหล่าผู้ประกอบการเอง ไม่รู้แบบฟอร์มการถาม...................เอาเป็นว่า ขอจบอินทรี่ กับการระบายความเครียด(มั้ง) อย่างน้อยๆตอนนี้ก็รู้แล้วว่าจะทำอะไร ขอบคุณที่อ่านจนจบ ขอบคุณครับ